24 กุมภาพันธ์ 2551
หัวใจภาษาฝรั่งเศสเพื่อการสอบ A - NET
อ. ปิยะชาติ ชื่นจิต และคณาจารย์วิชาภาษาฝรั่งเศส
กล่าวกันว่าการเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลดีนั้น รู้เพียงแต่คำศัพท์อย่างเดียวคงไม่พอ โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศส เพื่อให้เข้าใจภาษามากขึ้นและใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น น้องๆ จำเป็นต้องศึกษาทั้งคำศัพท์ สำนวนภาษา ไวยากรณ์ รวมทั้งวัฒนธรรมด้วย
น้องๆ รู้ไหมว่าไวยากรณ์เป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนภาษาทุกภาษา ถึงแม้จะมีหลายคนบอกว่า เรียนภาษาไม่ต้องรู้จักไวยากรณ์หรอก แค่พูดได้ เข้าใจ และสื่อสารกับฝรั่งได้ก็หรูแล้ว จากคำพูดนี้ ก็มีส่วนถูกต้อง เพราะภาษาพูดไม่ต้องเครียดเรื่องไวยากรณ์ แต่ในภาษาเขียนไวยากรณ์ยังถือว่ามีความสำคัญมาก เช่น การแต่งเรียงความ การเขียนจดหมายสมัครงาน หรือ การเขียนบทความนั้น ถ้าน้องๆ เขียนถูกต้องแล้ว สิ่งนี้จะการันตีว่าคุณเป็นผู้ที่รู้ภาษาต่างประเทศได้ในระดับดี
ไวยากรณ์ในภาษาฝรั่งเศสมีมากมาย พูดไปเป็นปีก็ไม่จบ พี่ขอหยิบยกเรื่องกาลมาเล่าสู่กันฟังพอสังเขปเพื่อสะกิดต่อมเรียนรู้ของน้องๆ ในระดับมัธยม
สาเหตุหนึ่งที่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูด เพราะ คำกิริยา (les verbes) ในภาษาฝรั่งเศสนั้นต้องผันเยอะมาก ทั้งตามประธาน ตามวิธีใช้ และตามกาลอีกด้วย เพื่อช่วยลดภาระในการเรียนภาษาฝรั่งเศสในห้องเรียน พี่จึงตัดสินใจสรุปเรื่องการกระจายคำกิริยาในกาลต่างๆ มาให้
Le présent แสดงว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปัจจุบัน
สามารถแบ่งคำกริยาได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. คำกริยากลุ่มที่ 1 (les verbes au ler grou)
ได้แก่คำกริยาที่ลงท้ายด้วย _____ er
รูปแบบ ให้ตัด er ทิ้ง แล้วเติมส่วนท้ายดังต่อไปนี้
Je__________ e Nous________ ons
Tu_________ es Vous________ ez
Ils/Elles_____ e Ill/Elles______ ent
Ex. v.travailler
Je travaille Nous travaillons
Tu travailles Vous travaillez
Il/Elle travalle Ils/Elles travaillent
2. กริยากลุ่มที่ 2 (les verbes au 2 eme groupe)
ได้แก่กริยาที่ลงท้ายด้วย _____ ir
รูปแบบ ให้ตัด ir ทิ้ง แล้วเติมส่วนท้ายดังต่อไปนี้
Je_________ is Nous_________ issons
Tu________ is Vous_________ issez
Il/Elle_____ it Ill/Elles_______ issent
Ex. v. Punir
Je punis Nous punissons
Tu punis Vous punissez
Ill/Elle punit Ils/Elles punissent
3. คำกริยากลุ่มที่ 3 (les verbes au 3 eme groupe)
เป็นกลุ่มที่ไม่มีกฎกระจายตามตัว ดังนั้นผู้เรียนต้องท่องจำทีละนิดจนให้เกิดความชำนาญ กลุ่มนี้มักจะลงท้ายด้วย _____ re, _____ ir, _____ dre, etc.
Ex. v. prender
Je prend Nous prenons
Tu prends Vous prenez
v. lire
Je lis Nous lisons
Tu lis Vous lisez
Il/Elle lis Ils/Elles lisent
v. sortir
Je sors Nous sortons
Tu sors Vous sortez
Il/Elle sort Ils/Elles sortent
Les temps dubpassé กาลบอกอดีต
Le passé récent แสดงเหตุการณ์ในอดีตที่เพิ่งจะจบ โดยมีระยะเวลาไม่นาน (มักจะไม่เกิน 1 วัน)
รูปแบบ กระจาย v.venir ใน le present + de inf = เพิ่งจะ
Ex. Ju viens travailler
Tu viens travailler
Il / Elle vient de travailler tout a lheure
Nous venons travailler
Vous venez travailler
คำบอกเวลา tout à lheure เมื่อตะกี้นี้
it y a un instant เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี้
it y a 20 monutes/ uns heure. 20 นาที/1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
Le passé composé ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต (มักจะกินระยะเวลาเกิน 1 วัน) และเสร็จสิ้นทันที
รูปแบบ ผัน v.avoir/être ใน le présent + participle passé (p.p)
Ex. Jai lu ta letter (v.lire)
Nous avons pris un bain. (v.prendre)
** หมายเหตุ
1. กริยาที่ใช้ v.avoir เป็นกริยาช่วย p.p ไม่ต้อง accord
2. กริยาที่มี se นำหน้า และกริยาที่แสดงการเคลื่อนไหวที่ใช้กับ être เช่น aller, venir, sortir, monter, descendre, passer, partir, arriver, tomber, entrer, rentrer, revenir, devenir, rester, naître, mourir, etc. ต้อง accord กับประธาน
Ex. Elle est sortie de l école depuis midi.
วิธีการทำ p.p.
1. ตัด er เติม é manger » mangé
2. ลงท้ายด้วย ir ให้ตัด r ออก finir » fini
dormer » dormi
3. อื่นๆ
mettre » mis attendre » attendu
comprendre » compris voir » vu
plaire » plu avoir » eu
mourir » mort faire » fait
prendre » pris descendre » descendu
répondre » répondu batter » battu
dire » dit écrire » écrit
conduire » conduit cuire » cuit
Limparfait
รูปแบบ กระจายกริยาใน présent ของประธาน nous แล้วตัด ons เติมส่วนท้ายดังนี้
Je______ ais Nous_______ ions
Tu_____ ais Vous_______ iez
Il/Elle___ ait Ils/Elles_____aient
การใช้
1. ใช้บรรยายสหภาพ ลักษณะ และนิสัยในอดีต
Hier, il faisait beau. เมื่อวานอากาศดี
Quand jétais petit, jhabitais en ville. เมื่อฉันยังเด็ก ฉันอาศัยอยู่ในเมือง
Autrefois,
2. แสดง 2 เหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังดำเนินอยู่ในอดีตใช้ limparfait ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดแทรก แล้วจบใช้ le passé composé
Lorsque nous regardions la télévision, quelqu un a sonné.
ขณะที่เรากำลังดูทีวีอยู่ มีใครบางคนมากดกริ่ง
3. แสดงการชักชวน (ไม่เกี่ยวกับเรื่องอดีต)
Si on allait au cinéma?
Si nous allions au cinéma? เราไปดูหนังกันไหม
Le plus-que-parfait (p.q.p.)
รูปแบบ กระจาย v.avoir/être ใน 1imparfait + p.p.
v.avoir v.être
Javais + p.p. Jétais + p.p. (e)
Tu avais Tu étais (e)
Il/Elle avait Il était
Nous avions Elle etait (e)
Vous avions Nous étions (s,es)
Il/Elles avaient Vous étiez (s,es,e)
Ils étaient (s)
Elles étaient (es)
การใช้ ใช้ในกรณี เกิดก่อน และ เกิดหลังในอดีต
เกิดก่อน le plus-que-parfait
เกิดหลัง le passé compose บอก เกิดแล้วจบทันที
limparfait บอกสภาพ นิสัยในอดีต หรือมีระยะเวลามาเกี่ยวข้อง
Ex. Quand les pompiers sont arrivés, la maison avait brule.
เมื่อนักดับเพลิงเดินทางมาถึง บ้านก็ถูกเผาวอดวายไปเรียบร้อยแล้ว
Comme il avait neigé toute la journée, les champs étaient tout blancs.
เนื่องจากหิมะตกตลอดวัน ท้องทุ่งนาจึงขาวไปหมด (บรรยายสภาพทุ่งนาหลังหิมะตก)
Les temps du futur กาลบอกอนาคต
1. Le future proche ใช้แสดงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
รูปแบบ กระจาย v.aller ใน le présent + inf
Je vais manger.
Tu vas manger.
Il/Elle va manger.
Nous allons manger.
Vous allez manger.
Ils/Elles vont manger.
คำบอกเวลา
tout à lheure อีกประเดี๋ยว
tout de suite ทันทีทันใด
dans 10 minutes/ une heure อีก10 นาที/ 1 ชั่วโมงข้างหน้า
Le future simple
ใช้บอกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (มักจะเกิน 1 วัน) มักจะมีคำบอกเวลาดังต่อไปนี้ demain, bientot, lannée prochaine, la semaine prochaine, dans 5 jours, dans uns semaine
* ข้อสังเกต dans + เวลา แสดงเวลาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต il y a + เวลา แสดงเวลาที่เกิดไปแล้วในอดีต
วิธีการผันกริยา
นำ inf มาเติมที่ส่วนท้ายของ v.avoir ใน présent
Je____ ai Nous______ ons
Tu____ as Vous______ ez
Il_____ a Il/Elles____ ont
Ex Je finirai mon cours dans 2 heures. ฉันจะเรียนเสร็จอีก 2 ชั่วโมง
Vous prendrez votre voiture? คุณจะขับ / ใช้ รถของคุณไหม
** หมายเหตุ
1. กริยากลุ่ม 3 ที่ลงท้ายด้วย _re ตัด e ก่อนแล้วจึงเติมส่วนท้าย
Ex. Je comprendrai (v.comprendre)
2. กริยาต่อไปนี้เป้นพวกยกเว้น ต้องเปลี่ยนรูป
v.être » Je serai
v.avoir » Jaurai
v.aller » Jirai
v.faire » Je ferai
v.vouloir » Je voudrai
v.pouvoir » Je pourrai
v.courir » Je courrai
v.devoir » Je devrai
v.pleuvoir » Il pleuvra
v.venir » Je viendrai
v.savoir » Je saurai
v.falloir » Il faudra
v.voir » Je verrai
v.envoyer » Jenverrai
v.recevoir » Je recevrai
Le future anterieur
รูปแบบ กระจาย v.avoir/etre ในle future simple + p.p.
v.avoir
Jaurai
Tu auras
Il/Elle aura + p.p.
Nous aurons
Vous aurez
Ils/Elles auront
v.être
Je serai (e)
Tu seras (e)
Il sera
Elle sera + p.p. (e)
Nous serons (s,es)
Vous serez (s,es,e)
Ils seront (s)
Elles seront (es)
การใช้
1. บอกเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อนาคตที่เกิดก่อนแล้วจบใช้ le future anterieur
ส่วนอนาคตที่เกิดตามมาทีหลังใช้ le future simple
Ex. Après que nous aurons fini nos cours, nos irons au cirque.
หลังจากที่เราเรียนเสร็จ เราจะไปโรงละครสัตว์กัน (ทั้ง 2 เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในอนาคต)
Quand tu auras fini ton travail, tu pourras jouer.
เมื่อคุณทำงานเสร็จ คุณก็จะสมารถเล่นได้
2. เป็นการมองเหตุการณ์นั้นว่าจะเสร็จสมบรูณ์ในอนาคต โดยมีจุดบอกเวลาที่เจาะจง
Ex. Demain,
Dans 3 jours, à cette heure-ci, elle sera arrivée à
En 2006, (ในช่วงเวลานี้ = เจาะจงเวลาในอนาคตว่าจะต้องเสร็จ)
พรุ่งนี้
อีก 3 วัน ในช่วงเวลานี้ เธอจะมาถึงที่กรุงปารีสเป็นที่เรียบร้อยแล้วใน
ปี 2006
** บางครั้งน้องๆ อาจจะเห็นว่า le future antérieur สามารถใช้คู่กับ limpératif (ประโยคคำสั่ง) ได้เช่นกัน
Ex Quand tu auras lit le journal, passe-le-moi.
เมื่อคุณอ่านหนังหนังสือพิมพ์เสร็จ จงส่งมันมาให้ฉัน
จะเห็นได้ว่า ประโยคแรกเป็น le future antérieur เพื่อบอกอนาคตที่เสร็จสมบูรณ์ว่า เมื่อคุณอ่านหนังสือพิมพ์เสร็จ (จะเสร็จในอนาคต) ส่วน limpératif จะแสดงให้เห็นว่า เป็นประโยคคำสั่งที่มีความหมายเป็นอนาคตที่เกิดหลังประโยค เมื่อคุณอ่านหนังสือพิมพ์เสร็จ นั่นเอง
หลังจากที่น้องๆ ได้อ่านหลักการกระจายคำก