ขณะนี้กำลัง LOAD อยู่ กรุณารอสักครู่...
ชุมชนการศึกษา Online ที่มีสมาชิก และ Pageview มากที่สุดในประเทศ
eduzones logo

Lunargoda

รวมเรื่องราวต่างๆ จากประสบการณ์ตรงที่ประเทศแคนาดา

respond14 มิถุนายน 2551

ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 1

วันที่ 27 พฤษภาคม 2551 (วันที่ 1 )

วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเราเดินทางมาถึงประเทศแคนาดา ทันทีที่เครื่องลงจอดพวกเราทั้ง 6 คนประกอบด้วยผม ศิ อ้น อ๋อย โอ๊ค และก็อาจารย์วรรณทิพา ซึ่งแต่ละคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามด้วยบุญเก่าหรือกรรมเก่าก็ไม่ทราบทำให้พวกเราทั้งหก คนได้เดินทางรอนแรมข้ามน้ำข้าทะเลตั้งสิบห้าชั่วโมงมาไกลถึงประเทศที่มีสัญลักษณ์เป็นใบเมเปิลสีแดงขนาดใหญ่อยู่กลางธงชาติ ก็คือประเทศแคนาดานั่นเอง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมประเทศนี้ถึงใช้ใบเมเปิลสัญลักษณ์ ผมเดาว่าประเทศนี้ในอดีตคงต้องมีต้นเมเปิลจำนวนมากอย่างแน่นอน การเดินทางของพวกเราครั้งนี้ไม่ใช่ขึ้นเครื่องบินแล้วบินตรงมาถึงแคนาดาเลย แต่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นก่อน จึงทำให้มีเวลาเดินชมสินค้าปลอดภาษีของญี่ปุ่นถึงสองชั่วโมงแต่ก็ซื้ออะไรไม่ได้เพราะว่าพวกเราไม่มีเงินเยน พวกเราเลยต้องกลืนน้ำลายมองเขากินกันไปก่อน นอกจากนี้ทุกคนต้องปรับเวลาให้สอดคล้องกับเวลาของญี่ปุ่นอีกด้วยไม่งั้นจะตกเครื่องเนื่องจากเวลาประเทศไทยกับญี่ปุ่นไม่ตรงกัน หลังจากนั้นพวกเราเดินทางจากญี่ปุ่นต่อไปแคนาดาใช้เวลานานถึงเก้าชั่งโมง ซึ่งการเดินทางต่อครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่ามีคนเอเซียเดินทางไปแคนาดาเยอะมากเกือบทั้งลำ มีส่วนน้อยที่เป็นพวกฝรั่งผมสีทอง หรือเป็นฝรั่งที่มีภรรยาเป็นคนเอเชียแล้วพาครอบครัวไปแคนาดา ลูกก็ยังตัวเล็กร้องให้กันจ้าระหวั่นสงสัยเด็กคงหูอื้อเวลาเครื่องขึ้นหรือลง การเดินทางครั้งนี้นั่งกันนานมาก เมื่อยๆก็เมื่อย หนาวก็หนาว แม้ผมจะเอาเสื้อไหมพรหมมาใส่แล้วก็ยังไม่หายหนาว นั่งไปนั่งมาไม่มีอะไรทำผม เลยมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเกล็ดหิมะเกาะกระจก มีลักษณะเป็นเกล็ดเหมือนกับรูปในหนังสือเรียนไม่มีผิด ส่วนอาหารบนเครื่องผมคิดว่าอร่อยแค่มื้อแรก อาจเป็นเพราะไม่เคยกินมาก่อนเลยทำให้รู้สึกว่ามันอร่อยมาก ต่อมาแม้ว่าอาหารจะไม่อร่อยก็ตามผมก็กินหมดทุกมื้อ และยังเก็บขนมปัง เกลือ น้ำตาล ตะเกียบ และของอื่นๆอีกมากมายที่กินเหลือใส่กระเป๋าเพื่อตุนไว้กินในภายภาคหน้า เนื่องจากก่อนมาผมได้ข่าวจากรุ่นพี่ที่มาอยู่ก่อนว่าอาหารที่แคนาดาแพงสุดๆ เลย ทันทีที่เครื่องลงจอดเทียบท่าอากาศยานแวนคูเวอร์ พวกเราดีใจสุดๆที่จะได้ลงจากเครื่องซักทีจะได้ยืดแข้งยืดขา เมื่อลงมาแล้วก็ต้องต่อแถวผ่านด่านตรวจที่ยาวแสนยาว แถมยังต้องไปขึ้นทะเบียนผู้อพยพ เพราะพวกเรามากันตั้งหนึ่งปี เจ้าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินก็เหมือนฟังเราพูดไม่รู้เรื่อง หรือเขาประสานงานกันไม่ดีก็ไม่รู้ พวกเราต้องเดินไปทางโน้นทีทางนี้ที แถมยังเจอกับเจ้าหน้าที่ฝึกงานอีกเลยใช้เราเป็นหนูทดลองให้เขาฝึก ทำให้เราต้องเสียเวลาอยู่ในนั้นถึงสองชั่วโมง จนทำให้อาจารย์กับรุ่นพี่ที่มารับต้องส่งคนเข้ามาตามหาพวกเรากันให้วุ่น เมื่อพวกเราออกมาได้ปัญหาที่พวกเราพบคือกระเป๋าที่พวกเราใส่สัมภาระมามีเยอะมากและต้องใส่รถขนกันเองออกไป ทำให้รู้ว่าการเอาสัมภาระมามากๆก็ต้องคำนึงถึงตอนเดินทางต่ออีกด้วยเพราะว่ามันหนักมาก แต่ดีที่คนขับแท็กซี่ที่สนามบินหน้าเหมือนคนฟิลิปปินมาช่วยเรายกของใส่รถ เขาได้ยินพวกเราทักทายเพื่อนรุ่นพี่กันเป็นภาษาไทยเลยพูดภาษาไทยคุยกับพวกเราบ้างก็เลยทำให้รู้ว่าแท็กซี่คนดังกล่าวเป็นคนไทยนั่นเอง เขาอยู่แคนาดามาได้สองปีแต่สำเนียงเขาดีมากราวกับว่าเกิดที่แคนาดา ถามไปถามมาเขาเป็นคนยะลาอยู่ติดกับมาเลเซียเลยมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆ และเพิ่งกลับไปเยี่ยมบ้านมาทำให้รู้ข่าวความไม่สงบในภาคใต้ และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปเมืองไทยอีกเลยเพราะกลัวตาย เมื่อพี่แท็กซี่เขาส่งพวกเราเสร็จยังมีการให้เบอร์โทรไว้ติดต่อกันยามที่พวกเราต้องการ อากาศตอนที่ลงจากรถแท็กซี่ก็ไม่หนาวมากเพราะเป็นฤดูร้อน ต่อจากนั้นพวกเราก็ไปติดต่อเรื่องห้องพักของมหาวิทยาลัยBritish Columbia ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราต้องมาเรียนที่นี่ 1 ปี พึ่งเจ้าหน้าที่หอพักก็ให้กุญแจห้องพัก ห้องนอน และตู้จดหมาย กับพวกเรา โดยหอพักที่พวกเราไปอยู่เพิ่งสร้างใหม่อยู่หลังหอที่รุ่นพี่รุ่นแรกอยู่ ห้องหนึ่งอยู่กันได้สี่คน พวกเราทั้งห้าคนถูกจับแยกกันไปตามห้องต่างๆต้องไปอยู่กับเพื่อนร่วมห้องชาวต่างชาติ ยังดีที่มีรุ่นพี่คอยดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ขาดเหลืออะไรก็เอามาให้ และคอยพาพวกเราไปเที่ยวตามที่ต่างๆ และอาหารที่ผมกินที่นี่มื้อแรกคือ อาหารญี่ปุ่น ราคาตั้งสามเหรียญกว่า กว่าจะตัดซื้อได้ก็หลายนาที ซึ่งชุดหนึ่งมีจำนวนมากเวลาสั่งต้องบอกว่าเอากลับบ้านเพราะจะได้กล่องโฟมที่มีฝาปิดด้วย แต่พอกินไปแล้วพบว่าไก่ที่ให้มาด้วยร้อนมากจนทำให้โฟมละลาย จึงทำให้ผมต้องระวังเรื่องอาหารให้มากเผลอกินไปเป็นมะเร็งแน่นอนโดยไม่รู้ตัว พวกเรางงกับเวลาที่นี่มาก เพราะว่ากว่าจะจัดของเสร็จก็หกโมงเย็นแล้ว แต่ยังดูสว่างอยู่เลยกว่าฟ้าจะมืดก็สามทุ่ม ตื่นเต้นมากที่ได้เจอเพื่อนร่วมห้องครั้งแรกซึ่งผมไม่เคยพักอยู่กับใครมาก่อน เมื่อผมเข้าห้องได้พบว่าเพื่อนร่วมห้องชาวต่างชาตินั้นพักอยู่ในห้องแล้วถึงสองคน เป็นคนแคนาดาทั้งคู่ คนแรกชื่อคัลวิน เป็นหนุ่มน่าตาดีเรียนวิทยาศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ อีกคนเป็นคนแคนาดาเหมือนกันแต่หน้าตาเหมือนแขก ชื่อวีรู สองคนนี้มีพฤติกรรมที่ต่างกันคือ คัลวินชอบเล่นเกมส์ดีดกีต้าร์มาก ยังสอนให้ผมเล่นด้วย ผมเลยได้ฝึกภาษาไปในตัว ส่วนวีรูนั้นเรียนเคมีทำปฏิบัติการดึก กว่าจะกลับมานอนตั้งตีหนึ่ง ตีสอง สภาพภายในห้องรกมาก และเหม็นกลิ่นกล้วยเน่าด้วย พรุ่งนี้ผมต้องทำความสะอาดห้อง

 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2551 (วันที่ 2 )

วันนี้ผมตื่นแต่เช้ามาจัดสิ่งของต่างๆและทำความสะอาดห้อง เหมือนจะเป็นการบอกเขาเป็นนัยว่าผมรักความสะอาด วันนี้อากาศร้อน แดดแรง ผมได้ออกไปเดินถ่ายรูปรอบมหาวิทยาลัย ดอกไม้สวยมาก เดินไปถ่ายไปคนที่นี่เขาคงสงสัยว่าไอ้นี่ถ้าจะบ้าถ่ายรูปอยู่ได้ หลังจากนั้นพวกผมไปพบกับอาจารย์และคนสิงคโปร์ที่ต้องดูแลพวกผมที่คณะซึ่งมีการคุยกันเกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียน การใช้อินเตอร์เน็ต การวางแผนการเรียน และสิ่งต่างๆที่ต้องทำเมื่อมาเรียนที่นี่ เป็นต้น และในช่วงบ่ายรุ่นพี่พาไปกินข้าวที่ยูเนียนมีของขายกว่าร้านที่รุ่นพี่พาไปเมื่อวันแรก ต่อจากนั้นพวกเราก็นั่งรถประจำทางที่มีสายต่างๆไปดาว์ทาวส์ เพื่อไปซื้อของต่างๆที่ยังขาด คนเยอะกว่าในมหาวิทยาลัยมาก จะมีอู่รถจากมหาวิทยาลัยออกไปตามถนนสายต่างๆ และผ่านประตูมหาวิทยาลัยซึ่งไม่เหมือนประตูบ้านเราเป็น gate หินเล็กๆ เท่านั้นเอง เวลาขึ้นรถประจำทางถ้าซื้อบัตรรถเป็นเล่มจะได้ราคาถูกกว่าซื้อละครั้งคือจาก สองเหรียญห้าสิบเซนต์ เป็นหนึ่งเหรียญเก้าสิบเก้าเซนต์ และเวลาใช้ตั๋วต้องใส่ลงในเครื่องใกล้คนขับเครื่องจะดึงไปบันทึกเวลาที่ใช้ ในแต่ละป้ายจะมีตัวอักษรขึ้นหน้าจอและมีเสียงบอก ถ้าเราอยากลงป้ายไหนให้กระตุกเชือกจะมีเสียงดังติ้งบอกให้คนขับหยุดป้ายที่ต้องการ และตั๋วนี้ยังสามารถใช้ได้อีกหากเวลายังไม่ครบชั่วโมงครึ่ง และเวลาข้ามถนนจะมีที่กดให้รถหยุด ถ้ามีสัญญาณรูปมือสีแดงแปลว่าเรายังข้ามไม่ได้ แต่ถ้ามีรูปคนกำลังเดินสีขาวและมีเสียงนกร้อง คุ๊ก คุ … แสดงว่าเราสามารถข้ามได้แล้ว แต่ถ้ามีรูปมือสีแดงกระพริบๆแปลว่าให้เรารีบข้ามเพราะรถกำลังจะไปแล้ว การข้ามถนนที่นี่ไม่หน้ากลัวเหมือนประเทศไทย เพราะเวลาที่คนขัยรถเขาเห็นคนกำลังจะข้ามถนนแม้ไม่มีสัญญาณเขาจะหยุดให้ วันแรกที่มาผมงงเลยว่าเขาจะหยุดทำไม ผมก็ไม่ข้ามเพราะไม่รู้ว่าเขาหยุดให้แต่พอสังเกตหลายครั้งเลยทำให้เกิดการเรียนรู้และทำให้ผมข้ามถนนได้อย่างชำชอง การไปครั้งนี้ได้ผมได้พบว่าร้านค้าต่างๆมีของขายคล้ายประเทศไทย แต่ราคาแพงกว่ามาก และผมยังได้พบพืชผักต่างๆที่แปลกๆเช่น ลูกพีชโดนัส คือลูกพีชแต่แบนเหมือนโดนัส หลังจากนั้นพวกผมก็กลับมาห้องมาทำอาหารกินกันที่ห้อง ซึ่งพอเพื่อนร่วมห้องชาวต่างชาติกลับมาก็อายและรีบออกไปกว่าจะกลับมาก็ดึก แต่ไม่วายเล่นกีตาร์อีกเช่นเดิม และวันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมสามารถโทรกลับประเทศไทยได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แต่เสียงไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ การมาอยู่ที่นี่การเล่นเอ็มเอสเอ็นสำคัญมาก เพราะพวกเรา ตลอดจนอาจารย์ที่นี่ยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้นอกจากทางเอ็มเอสเอ็นนี้

 

วันที่ 29 พฤษภาคม 2551 (วันที่ 3 )

วันนี้ผมตื่นสายกว่าปกติ ตื่นตั้งสิบโมง พอตื่นมาเพื่อนๆที่นัดไว้แปดโมงก็หายกันไปหมดแล้ว ยังดีที่เจอรุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่าเพื่อนๆอยู่ไหนจึงไปเจอและนัดกันออกไปเดินเล่นรอบมหาวิทยาลัย และพวกเราก็พบทางเดินลงไปชายหาดที่พวกเราได้รู้จากรุ่นพี่ว่าเป็นหาดทรายที่พวกฝรั่งชอบมาแก้ผ้าอาบแดด แต่เนื่องจากวันนี้อากาศไม่ดีมืดครึ้มก็เลยไม่มีฝรั่งคนไหนมานอนอาบแดดให้เห็น ทรายของหาดนี้ออกดำๆดูแล้วไม่สวย แต่ทะเลสวยมาก ตลอดข้างทางที่เราเดินลงไปมีหญ้าและดอกไม้ขึ้นทำให้รู้สึกหายเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นพวกเราก็ได้เชิญจากอาจารย์ฝรั่งที่ดูแลพวกเราให้ไปรับประทานอาหารกลางวันด้วย ซึ่งเป็นอาหารฟรีมื้อแรกสั่งได้เองตามใจชอบ ผมเลยเลือกที่ดูแล้วมีรายการต่างๆมากๆ เพราะคิดว่าจะต้องได้มากแน่เลย แต่ขอบอกว่าเมื่อพนักงานเอามาเสริฟไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด มีแค่จานเดี่ยวแต่ใส่หลายอย่าง แต่อย่างไรก็ยังอร่อยอยู่ดี ส่วนของหวานผมสั่งช็อคโกแลตราดซอสสตอเบอรี่ และมีสตอบอรี่สดอยู่ข้างๆด้วย รสชาดเปรี้ยวหวานลงตัว ส่วนพี่อ้นสั่งอะไรไม่รู้มีลาชเบอรี่ด้วยเหมือนลูกลาชเบอรี่ที่เจอตอนเดินถ่ายรูปเมื่อเช้าเลยแต่อาจารย์ที่นี่บอกว่าลูกที่เห็นเมื่อเช้ากินไม่ได้ มีพิษ กินไปท้องเสียแน่นอน ดีนะที่ผมไม่กินเข้าไป เมื่อเรากินอาหารกลางวันเสร็จต้องรีบวิ่งไปธนาคารเอาเช็คไปฝาก เพราะนัดว่าบ่ายสองโมงครึ่งแต่พวกเรากินนานไปหน่อยไปถึงเกือบบ่ายสาม ทำบัตรเดบิต เพื่อรูดเวลาซื้อของต่างๆ เวลาสมัครเขาทำให้ผมเป็นแบบเช็คกิ้งกับเซพวิ้ง เพราะว่าเซพวิ้งได้ดอกเบี้ยมากกว่าเช็คกิ้ง เช็คกิ้งเอาไว้รูดอย่างเดี่ยว พนักงานที่ทำให้เป็นคนจีนใจดีมากเธอชอบวาดภาพ โชว์ภาพที่เธอวาดให้ผมกับศิดูอย่างภาคภูมิใจ แต่เธออดขำไม่ได้ที่พวกเรานามสกุลทำไมยาวจัง ส่วนพนักงานหน้าเค้าเตอร์เป็นคนเกาหลีเธอรู้จักเดจังกึมด้วย เขาเล่าให้ฟังว่าเรื่องนี้เคยดังในประเทศเขาเมื่อสองถึงสามปีก่อนนี้ เมื่อเสร็จธุระที่ธนาคารผมกับโอ๊คยังอยากเดินเล่นต่อจึงชวนกันเดินไปรอบๆมหาลัยที่ๆไม่เคยไป คราวนี้พวกเราได้ค้นพบสถานที่ต่างๆมากมายเช่น พิพิธภัณฑ์ หอประวัติศาสตร์ และทางลงไปหาดหิน ซึ่งแต่ละที่สวยมาก และตอนไปเดินหาดทรายนี้ทำให้ผมเห็นฝรั่งอ้วนแก้ผ้าครั้งแรก วิ่งไปมาให้ดูตั้งสองรอบ ผมเจอเป็ดอยู่ในทะเลด้วยแต่พอเดินไปใกล้ๆหวังว่าจะได้ถ่ายรูปดันไปแตะหินเสียงดังก่อนเป็นเลยบินหนีไป จึงหยุดพักเก็บบรรยากาศกันสักพักก่อนเดินกลับห้อง อดถ่ายเลย ต่อจากนั้นก็มาทำกับข้าวที่ห้อง วันนี้เพื่อนชาวต่างชาติมาช้า พวกเราเลยกินกันอย่างสบาย เมื่อคัลวินกลับมาเลยถามเขาเกี่ยวกับคนไทยที่เขารู้จักชื่อเปิ้ล และคุยกับเขาเรื่องมวยไทยซึ่งเขาชอบมาก ต่อจากนั้นผมก็คุยภาษาอังกฤษกับเขาตั้งนาน เขาก็บอกว่าเขาฟังผมรู้เรื่องแต่ต้องหัดออกเสียงตัวอาร์ กับแอล ใหม่เพราะฟังไม่ชัด การคุยกับเขาทำให้รู้ว่าเขาอายุแค่ยี่สิบสองเอง เด็กว่าเราอีก แต่ดูตัวโต วันนี้ก็ยังไม่วายเล่นกีต้าร์อีก เขาก็สอนเวรูให้เล่นด้วย เหมือนที่สอนเราเล่น แต่ก็ซักพักหนึ่งจึงเงียบไป แสดงว่าเวรูต้องมาอยู่ใหม่เหมือนผมแน่ๆๆเลย

 

วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 (วันที่ 4 )

วันนี้พวกเรานัดกันไปเที่ยววิคตอเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากแวนคูเวอร์มากต้องนั่งรถหลายต่อ และได้ลงเรือเฟอร์รี่ด้วย มีอาหารกินบนเรือบรรยากาศดีมาก ผมได้มีโอกาสออกไปเดินบนชั้นดาดฟ้าของเรือ พวกเราถ่ายรูปกันมากมาย แต่ที่นี่แปลกขอถ่ายรูปกับเด็กๆที่ขึ้นมาบนเรือไม่ได้เพราะผู้ปกครองไม่อนุญาต ผมเลยงงแต่รู้ที่หลังจากรุ่นพี่ว่าที่เขาไม่อนุญาตเพราะกลัวลูกเขาถูกลักพาตัว จากนั้นพวกเราก็มาถึงสวนดอกไม้ชื่อ The Butchart Gardens คล้ายสวนหลวงร. 9 ประเทศไทย คือมีดอกไม้สวยๆ คนมาเที่ยวกันเยอะจากหลายๆประเทศ และที่นี่ผมได้กินไอศกรีมสอดใส้ลาชเบอรี่อร่อยมาก หลังจากนั้นพวกเราก็ยังมีเวลาไปเที่ยวดาว์ทาวส์ของวิคตอเรีย ผมได้เห็นตึกรัฐสภา เครื่องบินน้ำ และร้านอาหารริมแม่น้ำคนกินต้องนั่งตากแดด ได้บรรยากาศมาก ต่อจากนั้นพวกเราก็เดินทางกลับทางเดิมกว่าจะกลับมาถึงหอเกือบเที่ยงคืน หมดแรงมาถึงหอพักก็รีบอาบน้ำและก็รีบเข้านอนเลย

 

วันที่ 31พฤษภาคม 2551 (วันที่ 5 )

วันนี้มีสัมมนาของคณะศึกษาศาสตร์เป็นวันแรก หัวข้อที่น่าสนใจคือการใช้พิพิธภัณฑ์ในการจัดกาเรียนการสอน ซึ่งผมเคยเรียนหัวข้อนี้กับอาจารย์Anderson ที่ประเทศไทยแล้ว ผมเลยฟังรู้เรื่องและเข้าใจถึงกระบวนการในการทำวิจัยดังกล่าว ในตอนแรกที่ผมเข้าไปในห้องผู้สัมมนาถามผมว่ามาจากประเทศอะไร ผมตอบว่ามาจากประเทศไทยเพวกเขาดีใจมากที่ยังมีคนเอเชียสนใจหัวข้อนี้ด้วย เพราะในห้องมีแต่คนฝรั่งผมทองทั้งนั้นซึ่งผมคิดว่าผมจะฟังภาษาของเขาไม่รู้เรื่องซะอีก และมีอาจารย์จากออสเตรเลียเข้ามาคุยด้วยและถามผมอีกว่ามาจากมหาวิทยาลัยอะไร ทำงานหรือยัง เลยทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง ส่วนเขาเป็นศาสตราจารย์แล้ว และยังแนะนำให้ผมทำนามบัตรไว้แลกกับคนอื่น เพื่อที่จะได้ติดต่อกันได้ในภายภาคหน้าเพราะสนใจในสาขาเดี่ยวกันส่วนตอนบ่ายพวกเราก็กลับมาจัดของต่างๆที่ได้รับจากรุ่นพี่ให้เข้าที่ใช้เวลานานมาก และตอนเย็นเพื่อนๆผมหลายคนโชว์ฝีมือการทำอาหารกันอย่างสุดฤทธิ์ ส่วนผมและคนที่ทำอาหารไม่เป็นมีหน้าที่กินและก็ล้างจาน กินกันหลายคนก็สนุกไปอีกแบบแถมได้กินของอร่อยๆอีกด้วย แต่ผมก็พอจะรู้ตัวแล้วว่าต้องหัดทำเองบ้างเพื่อเพื่อนๆไม่มีเวลาผมก็จะได้ไม่อดตาย

 

วันที่ 1 มิถุนายน 2551 (วันที่ 6 )

วันนี้ผมตื่นแต่เช้า และก็ไปฟังสัมมนาอีกเช่นเคย วันนี้ผมฟังหัวข้อการบูรณาการหลักสูตรซึ่งน่าสนใจมาก แต่ยากที่จะทำเพราะมีปัจจัยหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้องเหมือนกับประเทศไทยเลย เช่น ประสบการณ์ของครูผู้สอน เวลาเรียน เป็นต้น และในตอนบ่ายผมกับเพื่อนๆก็มาช่วยรุ่นพี่จัดของลงกระเป๋า เพราะว่าพวกเขาจะกลับประเทศในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ พวกเราก็ซื้อของใช้ต่างๆต่อจากพวกเขาแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่รุ่นพี่เขาให้จนทำให้ผมซาบซึ้งเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากไม่ได้ของใช้จากพวกเขาผมต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อของต่างๆเข้าห้องอย่างแน่นอน และในตอนเย็นพวกเรารวมทั้งอาจารย์ได้รับการเชิญไปทานข้าวกับคนไทยชื่อพี่ทิพย์ที่ทำงานในห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มีสามีเป็นฝรั่ง บ้านเขาหลังเล็กๆ แต่ข้างในตกแต่งอย่างงดงาม ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบไทยๆ ดังนั้นของฝากจากเมืองไทยเป็นกล่องรูปช้างเลยเข้ากับบรรยากาศของบ้านนี้เป็นอย่างมาก พี่เขาทำอาหารไทยให้พวกเรารับทานหลายอย่างมีส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ แกงเนื้อ และอีกมากมาย รวมทั้งขนม และผลไม้ อาหารมื้อนี้ถือได้ว่าเป็นอาหารไทยมื้อแรกที่พวกเรามาอยู่ที่แคนาดา อร่อยมาก คาดว่าพี่ทิพย์คงหมดไปหลายดอลล่าร์ ถ้าคราวหน้าเขาชวนไปทานอีกผมต้องซื้ออะไรติดไม้ติดมือไปบ้างแล้ว

 

วันที่ 2 มิถุนายน 2551 (วันที่ 7 )

วันนี้ผมตื่นแต่เช้าและไปจ่ายเงินค่าหอพักก่อนไปเข้าร่วมสัมมนาแต่หัวข้อวันนี้ไม่ค่อยน่าสนใจ ผมเลยเข้าฟังการนำเสนอของรุ่นพี่คนไทยที่อยู่ที่นี่ เขาชื่อพี่เจี๊ยบ เขาเรียนทางด้านการสอนศิลปะ วันนี้เขาเอางานวิจัยของเขามานำเสนอซึ่งเกี่ยวกับแสงและเงา พี่เขาทำวิจัยกับนักเรียนประถม กิจกรรมที่พี่เขาจัดให้นักเรียนเป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เช่นครูนำเข้าบทเรียนด้วยการปิดไฟแล้วตัวครูยืนอยู่ที่ประตูที่เปิดออกเลยทำให้เห็นเงา หลังจากนั้นก็ให้นักเรียนอุปกรณ์ทำให้เกิดเงาแบบต่างๆ ในแต่ละอุปกรณ์ครูจะให้นักเรียนตั้งสมมุติฐานว่าถ้าทำแบบนี้แล้วเงาจะออกมาเป็นรูปไหนและลองแรเงาดู ซึ่งนักเรียนมีความสุขและสนุกมาก หลังจากนั้นครูก็ให้งานให้นักเรียนไปสร้างเงาจากสถานที่ต่างๆนอกห้องเรียน ให้นักเรียนออกแบบได้ตามใจชอบ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งกิจกรรมที่ดีแม้ว่าจะเป็นการสอนศิลปะก็ตาม กิจกรรมดังกล่าวครูผู้สอนสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปด้วยจะดีมากเลย หลังจากฟังสัมมนาพวกเราก็ไปChina town เพื่อไปซื้อของกินมาตุนไว้ และในร้านขายอาหารที่มาจากเอเชียมีอาหารนำเข้าจากประเทศไทยด้วย เช่น ปลากระป๋อง น้ำปลา เป็นต้น แต่ราคาแพงกว่าราคาในประเทศไทยมาก และร้านนี้พวกเราได้พบคุณป้า 3 คนที่เป็นคนไทยแต่มาอยู่ที่นี่นานแล้ว ป้า 3 คนดีใจมากเลยพาพวกเราไปกินอาหารจีนที่ภัตรคารละแวกนั้น เป็นอาหารมื้อแรกที่พวกเราได้กินเป็ด บะหมี่ ข้าวผัดปลาเค็ม เกี๊ยวน้ำ อย่างดี กินไม่หมดยังสั่งให้ทางร้านห่อให้พวกเรากลับไปกินที่หอพักอีกด้วย และวันนี้ตอนบ่ายสามโมงอาจารย์อิริสันนัดพวกเรารวมทั้งรุ่นพี่ให้มาพบอาจารย์สอนภาษาอังกฤษคนใหม่ชื่อ Tim เขาเป็นคนหน้าตาดีเลยทำให้เพื่อนสาวๆของพวกเราตั้งใจฟังเขาเป็นพิเศษ ซึ่งวันนี้เป็นการนัดวันและเวลาที่จะเรียนกัน ผมชมเขาว่าหล่อเขาหน้าแดงใหญ่เลย สงสัยไม่เคยมีใครชม ซึ่งเพวกเราจะเริ่มเรียนกับเขาในจันทร์หน้าแล้ว และในช่วงเย็นพวกเราปิกนิกที่หาด Jarico เอาอาหารไปกินกันกับเพื่อนของรุ่นพี่ที่เป็นคนไทย ซื้อตอนไปซื้อของผมไม่รู้ว่าร้านที่นี่แม้มีสองเค้าเตอร์เขาจะต่อแถวเดียวแล้วเวลาเค้าเตอร์ไหนว่างก็เข้าไปได้ ผมก็คิกว่าคนที่นี่แปลกทำใมต้องต่อแถวเดียวทั้งที่อีแถวว่างจะตาย ก็เลยทำให้ผมแซงคิวโดยไม่รู้ตัว พอรู้ทีหลังว่าไปแซงคิวเขาผมอายแทบแย่ แถมศิยังบอกอีกว่าไอ้คนที่ต่อหลังมองกันหน้าดำหน้าแดงเลย และศิกับรุ่นพี่ก็เรียกผมซะจนเหงือกแห้งแล้วไม่หันมาเอง การมาปิกนิกครั้งนี้ทำให้พวกเรารู้จักคนไทยที่อยู่ที่นี่อีกหลายคน ที่หาดนี้อากาศหนาวมากหลังจากพวกเรากินเสร็จก็เล่นอุปกรณ์กีฬาที่คล้ายจานบินกันอย่างสนุกสนาน และที่หาดนี้ยังมีพุ่มไม้เป็นที่อยู่ของกระต่ายจำนวนมาก มีสีดำ ขาว น้ำตาล และก็สีผสม มันอยู่กันอย่างเป็นธรรมชาติ ผมยังมีโอกาสเอาสตอบอรี่ที่กินเหลือมาล่อกระต่ายให้ออกมาแล้วถ่ายรูป แต่เนื่องจากผมมีสตอเบอรีลูกเดียวถ้าให้กระต่ายที่มาเป็นนางแบบไปเลย ผมก็จะอดถ่ายรูปกระต่ายตัวอื่น ดังนั้นเมื่อล่อกระต่ายตัวแรกมาถ่ายรูปเสร็จก็จัดการไล่กระต่ายไปแล้วเก็บสตอเบอรีแล้วไปล่อกระต่ายตัวอื่น แต่ปรากฏว่ากระต่ายมันมองหน้าเหมือนจะด่าผมก็เลยเปลี่ยนใจแบ่งสตอเบอรี่ให้มันกินอีก การสื่อสารของมันด้วยท่าทาง ทำให้ผมรู้ว่ากระต่ายก็มีหัวใจเหมือนกับคน แต่กระต่ายที่นี่ไม่หน้ารักเท่ากับ ซันจู๋ กระต่ายที่ผมเลี้ยงไว้กระต่ายของผมมันขี้อ้อน มีผมหน้าม้าด้วย แต่กระต่ายที่นี่มันไม่มี และยังไปต่อที่ร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ๆ พวกเรานั่งกินกันจนพนักงานมาบอกว่าอีกเจ็ดนาทีจะปิดร้านถึงจะกลับหอได้

                   จบสัปดาห์แรก

----โปรดติดตามสัปดาห์ต่อไป----

Posted by : กระต่ายน้อย
เวลา : 23:19
จำนวนผู้อ่าน : 1392 คน
Url เรื่องนี้คือ : http://edunews.eduzones.com/sasithep/6519
print พิมพ์หน้านี้  favorite ชอบเรื่องนี้  comment อ่านความคิดเห็น (2)  respond แสดงความคิดเห็น
 

ความคิดเห็นที่ 1

วันที่ 03 กรกฎาคม 2551 เวลา 20:08
โดย : okay
อีเมล์ :
เว็บไซต์ :
IP 118.172.119.xxx

น่าไปจัง



 

หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
<ก่อนหน้า ถัดไป>
1

แสดงความคิดเห็น








ขนาดไม่เกิน 300KB

Verify Image
ถ้ารูปที่เห็นไม่ชัดเจนคลิกที่นี่
 
My Story
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 9
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 8
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 7
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 6
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 5
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 4
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 3
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 2
+ ประสบการณ์ที่แคนาดาสัปดาห์ที่ 1
+ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือในวิชาชีววิทยา เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก
+ การใช้เชื้อราศัตรูแมลงในการควบคุมหนอนกระทู้หอม
 
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
<ก่อนหน้า ถัดไป>
1

Education Search ค้นหาข้อมูลด้านการศึกษาจากทั่วโลก
eduzones logo
นำบทความเราไปใส่ในเว็บคุณ java feed text link

คำค้นหายอดนิยม : เกมส์ , เกมส์ปลูกผัก , เกมส์จับคู่ , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกม , ฟังเพลง , ภาวะโลกร้อน , วันลอยกระทง , แบบทดสอบ - จิตวิทยา , ฟุตบอล , การ์ตูน , ฟังเพลง , หางาน , ข่าว , รถ , IT , โค๊ด hi5 ,
                              ดารา ซุบซิป , หาเพื่อน , สอบตรง , รับตรง , มหาวิทยาลัย , ศึกษาต่อ , แนะแนว , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ
โซนยอดนิยม : ข่าว , เส้นทาง , ความรู้ , ชุมชน , ทุนการศึกษา , นานาชาติ , โครงการ
โปรแกรมยอดนิยม : ค้นหาตัวเอง , อาชีพไหนที่ใช่เรา , ค้นหามหาวิทยาลัย , ทำข้อสอบออนไลน์ , ดาวน์โหลดข้อสอบ , ประเมินโอกาส Admission ติด
ข่าวการศึกษา : ข่าว Admission , ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย , ศึกษาต่อต่างประเทศ
เส้นทาง : ปรึกษาคณาจารย์ , สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัย , เรียนต่อ
ความรู้ : บทความ
ชุมชน : พี่แนะนำน้อง , แนะแนว
โครงการ : Eduzones Expo 2008 , โค้งสุดท้าย Admissions
บริการ : SMS ข่าวการศึกษาฟรี , ทุนการศึกการ , นิตยสารการศึกษา , ฟังวิทยุออนไลน์ , สินค้าการศึกษา , wallpaper , wallpaper น่ารัก
ติดต่อ : เกี่ยวกับ Eduzones , ติดต่อ Eduzones
พันธมิตร : Kapook.com , Narak.com , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ภาพเคลื่อนไหว , เกมส์.com , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เว็บไซต์แนะนำ อื่นๆ

Copyright @2007 Eduzones All rights reserved.
The Most Popular Education Site in Thailand
The Best Education/Community Service Site : The Nation Thailand Web Award 2000
The Most Visited Educational Site : Truehit.net Web Award 2004 , 2005