01 มีนาคม 2551เครื่องตีที่ขึงด้วยหนัง
ได้แก่ เครื่องตีจำพวกกลองต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้
| 1. กลองทัดเป็นกลองที่ชาวไทยทำขึ้นใช้แต่เดิม มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงปี่พาทย์ กลองทัดเป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ขึ้นหน้าทั้งสองข้างด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ตรึงด้วยหมุด หุ่นกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรง ป่องตรงกลางนิดหน่อยหมุดที่ตรึง หนังเรียกว่า แส้ทำด้วยไม้หรืองาหรือกระดูกสัตว์ตรงกลางหุ่น กลองมีห่วงสำหรับแขวน เรียกว่า หูระวิงกลองทัด มีขนาดหน้ากว้างเท่ากันทั้งสองข้าง วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 46 ซม ตัวกลองยาวประมาณ 41 ซม ตัวกลองทำด้วยไม้แก่นเนื้อแข็ง กลึงคว้านข้างในเป็นโพรง ตรงกลางป่องเล็กน้อย มีห่วงสำหรับแขวน ตั้งขาหยั่ง 1 ห่วง เวลาตีใช้ตีเพียงหน้าเดียว โดยวางพิงขาหยั่ง ให้หน้ากลองด้านหนึ่งเอียงลาดไปทางผู้ตี กลองทัดชุดหนึ่งมี 2 ลูก มีระดับเสียงต่างกันเล็กน้อย สำหรับไม้ตี ใช้ไม้รวก 2 ท่อน มือถือข้างละ 1 ท่อน กลองทัดมี 2 ลูก ลูกที่มีเสียงสูง ดัง ตุม เรียกว่าตัวผู้ และ ลูกที่มีเสียงต่ำตีดัง ต้อม เรียกว่าตัวเมีย ใช้ไม้ตี 1 คู่ มีขนาดยาวประมาณ 54 ซม |
| 2. กลองชาตรีรูปร่างและลักษณะการตีเช่นเดียวกับกลองทัด แต่มีขนาดเล็กกว่ากลองทัดมาก ใช้บรรเลงร่วมในวงปีพาทย์ในการแสดงละครชาตรีที่เรียกว่า "ปีพาทย์ชาตรี" ใช้เล่นคู่กับโทนชาตรี กลองชนิดนี้ มีชื่อเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า กลองตุ๊ก เพราะเวลาตีจะมีเสียงดัง ตุ๊ก ๆ วงปี่พาทย์ชาตรี เป็นวงสำหรับละครชาตรี ละครชนิดนี้เป็นละครเร่ ฉะนั้น กลองชาตรีจึงทำขนาดให้เล็กลงเพื่อสะดวกในการขนย้าย ละครชนิดนี้แต่ก่อนมีแพร่หลายทางภาคใต้ ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ แต่ได้เปลี่ยนวิธีการเล่นไปบ้างแล้ว |
| 3. ตะโพนตะโพน เป็นเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนัง ตัวตะโพนทำด้วยไม้สักหรือไม้ขนุน เรียกว่า หุ่น ขุดแต่งให้เป็นโพรงภายใน ขึ้นหนัง 2 หน้า ดึงด้วยสายหนังโยงเร่งเสียงเรียกว่า หนังเรียด หน้าใหญ่มีความกว้างประมาณ 25 ซม เรียกว่าหน้า เท่ง ติดหน้าด้วยข้าวสุกบดผสมกับขี้เถ้าเพื่อถ่วงเสียง อีกหน้าหนึ่งเล็กกว่ามีขนาดประมาณ 22 ซม เรียกว่า หน้ามัด ตัวกลองยาวประมาณ 48 ซม รอบๆขอบหนังที่ขึ้นหน้า ถักด้วยหนังที่ตีเกลียวเป็นเส้นเล็กๆ เรียกว่า ไส้ละมาน แล้วจึงเอาหนังเรียดร้อยในช่วงของไส้ละมานทั้งสองข้าง โยงเรียงไปโดยรอบจนมองไม่เห็นไม้หุ่น มีหนังพันตรงกลางเรียกว่า รัดอก ข้างบนรัดอกทำเป็นหูหิ้วและมีเท้ารองให้ ตัวตะโพนวางนอนอยู่บนเท้า ใช้ฝ่ามือซ้ายขวาตีได้ทั้งสองหน้า ใช้สำหรับบรรเลงผสมอยู่ในวงปี่พาทย์ ทำหน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับต่างๆตะโพนนี้ ถือเป็นบรมครูทางดุริยางคศิลป์ นับว่าพระประโคนธรรพ เป็นครูตะโพน เมื่อจะเริ่มการบรรเลง จะต้องนำดอกไม้ธูปเทียน บูชาตะโพนก่อนทุกครั้ง และถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา เหตุที่ต้องกราบใหว้บูชาก็เพราะ ตะโพนเป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงร่วมกับ สังข์ บัณเฑาะว์ และ มโหระทึก ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำองค์ของเทพเจ้า และสมมุติเทพ ดังนี้คือ สังข์ประจำพระองค์พระนารายณ์ และพระอินทร์บัณเฑาะว์ ประจำองค์พระอิศวร มโหระทึก เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบพระอิศริยยศองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งถือเป็นสมมุติเทพส่วนตะโพนนั้นเป็นกลองที่พระคเณศได้เป็นผู้ตีเป็นคนแรก ดังนั้น ตะโพนเมื่อนำมาร่วมบรรเลงในวงปี่พาทย์ จึงถือเป็นบรมครู และทำหน้าที่กำกับหน้าทับต่างๆทั้งหมด |
| 4. ตะโพนมอญมีรูปร่างคล้ายตะโพนไทย แต่มีขนาดใหญ่กว่าตัวกลองยาวประมาณ 70 เซนติเมตร มีเสียงดังกังวาลลึกกว่าตะโพนไทย หน้าใหญ่เรียกว่า "เมิกโนด" หน้าเล็กเรียกว่า "เมิกโด้ด" เป็นภาษามอญ ตะโพนมอญใช้บรรเลงผสมในวงปีพาทย์มอญ มีหน้าที่บรรเลงหน้าทับ ใช้ตีกำกับจังหวะในวงปี่พาทย์มอญ และวงปี่พาทย์ไทยเมื่อบรรเลงเพลงสำเนียงมอญ |
| 5. กลองตะโพนคือ ตะโพน แต่นำเอามาวางตีแบบกลองทัดใช้ไม้นวมตี ไม่ได้ใช้ฝ่ามือตีอย่างตะโพน กลองตะโพนนี้ได้ปรับปรุงใช้สำหรับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งได้ปรับปรุงขึ้นมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อใช้บรรเลงประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์โดยเฉพาะ กลองชนิดนี้ใช้ตะโพน 2 ลูก เสียงสูงต่ำต่างกัน แล้วนำมาตั้งเอาหน้าเท่งขึ้นตีแบบกลองทัด โดยให้หน้ากลองข้างหนึ่งตะแคงมาทางผู้ตี เหมือนกับกลองทัด นิยมนำมาใช้กับวงปี่พาทย์ไม้นวมแทนกลองทัด บรรเลงภายในอาคารบ้านเรือน เพื่อมิให้เสียงดังเกินไป |
| 6. โทน หรือ ทับเป็นเครื่องดนตรีประเภทกลอง เดิมเรียกว่า ทับ หุ่นทำด้วยดินเผารูปร่างคล้ายกรวย ปลายบานออกเป็นดอกลำโพง ขึงด้วยหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังคอ ตีด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งคอยปิด-เปิดปากลำโพง เพื่อช่วยให้เป็นเสียงต่าง ๆกัน ใช้ตีเป็นจังหวะ กำกับทำนองเพลงมาแต่โบราณ นิยมบรรเลงในวงเครื่องสาย ไม่นิยมบรรเลงในวงปีพาทย์ ใช้ตีกำกับจังหวะในวงดนตรีไทย มี 2 ชนิด คือ โทนชาตรี และ โทนมโหรี 6.1 โทนชาตรี ตัวกลองทำด้วยไม้ เวลาตีใช้มือหนึ่งตีมือหนึ่งปิดเปิดท้ายเพื่อช่วยให้เกิดเสียงตามต้องการใช้ในวงปี่พาทย์ชาตรี ประกอบการแสดงละครโนราชาตรี ตีประกอบการเล่นหนังตะลุง ใช้ตีกำกับจังหวะในวงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรี เมื่อเล่นเพลงภาษาเขมร และ ภาษาหนังตะลุง6.2 โทนมโหรี ตัวกลองทำด้วยดินเผา วิธีตีเช่นเดียวกับโทนชาตรีด้วยเหตุที่กลองชนิดนี้ใช้ตีเฉพาะในวงเครื่องสายและวงมโหรี จึงเรียกว่า โทนมโหรี เวลาตีใช้คู่กับรำมะนาโทนทั้งสองชนิดนี้ นอกจากใช้ตีกำกับจังหวะในวงดนตรีไทยดังกล่าวแล้ว ยังใช้ตีประกอบการเล่นพื้นเมืองของไทยอย่างหนึ่ง โดยนำไปตีประกอบการขับร้อง และใช้เป็นจังหวะในการฟ้อนรำซึ่งเรียกว่า รำโทน การรำโทนนั้นนิยมเล่นกันแพร่หลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากร ปรับปรุงท่ารำและบทร้องและเครื่องดนตรีเสียใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น รำวง ปรากฏกันว่าเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป การรำวง ตามแบบที่กรมศิลปากรปรับปรุงนั้นมีแบบแผนเป็นแบบมาตรฐาน ดูสวยงาม จึงเรียกว่า รำวงมาตรฐาน ผู้ที่ฝึกหัดรำวงมาตรฐานทั่วๆ ไปไม่จำเป็นต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อยก็ได้ เพราะโดยเจตนาแล้วมุ่งให้รำเพื่อความสนุกสนานและมีแบบแผน |
| 7. รำมะนาเป็นกลองขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลอง ยานผายออก หุ่นกลองนั้น รูปร่างคล้ายชามกะละมัง หรือชามอ่าง เข้าใจว่าได้แบบอย่างจากเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของมลายู ที่เรียกว่า เรบานา รำมะนามีสองชนิด คือรำมะนาสำหรับวงมโหรี และรำมะนาสำหรับวงลำตัด รำมะนาของไทยมี 2 ชนิด คือ 7.1 รำมะนามโหรี มีขนาดเล็ก หุ่นกลองสูง หนังที่ขึ้น ตรึงด้วยหมุดโดยรอบ มีเชือกที่เรียกว่า "สนับ" สำหรับใช้หนุนข้างใน โดยรอบหน้ากลาง เมื่อหน้ากลองหย่อน เพื่อช่วยให้เสียงสูง ใช้มือตี บรรเลงในวงมโหรีและวงเครื่องสายคู่กับโทน 7.2 รำมะนาลำตัด เป็นรำมะนาขนาดใหญ่มาก รำมะนาชนิดนี้ เดิมใช้ประกอบการร้องชนิดที่เรียกว่าบันดน ซึ่งได้รับแบบอย่างมาจากชวา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาใช้เล่นประกอบการแสดงลำตัดซึ่งเป็นการละเล่นชนิดหนึ่งของไทย ที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมาก |
| 8. กลองแขกกลองแขกเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีที่มีรูปร่างยาวเป็นรูปทรงกระบอก ขึ้นหนังสองข้างด้วยหนังลูกวัวหรือหนังแพะหน้าใหญ่ กว้างประมาณ 20 ซม เรียกว่า หน้ารุ่ย ส่วนหน้าเล็กกว้างประมาณ 17 ซม เรียกว่า หน้าด่าน ตัวกลองแขกทำด้วยไม้แก่น เช่นไม้ชิงชันหรือไม้มะริด การขึ้นหนังใช้เส้นหวายผ่าซีกเป็นสายโยงเร่งเสียง โยงเส้นห่าง ๆ ในปัจจุบันอาจใช้เส้นหนังแทนเนื่องจากหาหวายได้ยาก กลองแขกสำหรับหนึ่งมี 2 ลูก ลูกเสียงสูงเรียก ตัวผู้ ลูกเสียงต่ำเรียก ตัวเมีย ตีด้วยฝ่ามือทั้งสองข้างให้สอดสลับกันทั้งสองลูก กลองชนิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กลองชวา ไทยนำหลองชนิดนี้มาใช้แต่โบราณ เดิมนำมาใช้ในขบวนแห่นำเสด็จพระราชดำเนิน ภายหลังได้นำมาใช้ในวงปี่พาทย์ โดยนำมากำกับจังหวะแทนตะโพนและใช้แทนโทนและรำมะนาในวงเครื่องสายด้วย |
| 9. กลองมลายูมีรูปร่างลักษณะเหมือนกลองแขก แต่สั้นและอ้วนกว่า หน้าหนึ่งใหญ่ อีกหน้าหนึ่งเล็กขึ้นหนังสองหน้า เร่งให้ตึงด้วยหนังรูดให้แน่น สายโยงเร่งเสียงทำด้วยหนัง หน้าใหญ่อยู่ทางขวาไปตีด้วยไม้งอ หน้าเล็กตีด้วยฝ่ามือ สำรับหนึ่งมีสีลูก ต่อมาลดเหลือสองลูก ใช้บรรเลงคู่ อย่างกลองแขกลูกเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ลูกเสียงต่ำเรียกว่า "ตัวเมีย" ใช้บรรเลงในวงบัวลอยในงานศพ และใช้บรรเลงในวงปีพาทย์นางหงส์ |
| 10. กลองชนะรูปร่างเหมือนกลองมลายู แต่ตัวกลองสั้นกว่า ใช้ตีด้วยไม้งอ ๆ หรือหวาย แต่เดิมใช้ตีเป็นจังหวะในการฝึกหัดเพลงอาวุธ จึงเรียกกลองชนิดนี้ เพื่อเป็นมงคลนิมิตร ว่า กลองชนะ สมัยต่อมา ใช้เป็นเครื่องประโคมในขบวนเสด็จพยุหยาตรา และใช้ประโคมศพเจ้านาย |
| 11. กลองสองหน้ามีลักษณะเหมือนกับเปิงมางคอก กลองชนิดนี้สร้างเลียนแบบเปิงมาง แต่มีขนาดโตกว่า ตีด้วยมือขวา ใช้ใบเดียวตีกำกับจังหวะในวงปีพาทย์ที่บรรเลงในการขับเสภา ใช้ตีกำกับจังหวะในวงปี่พาทย์แทนตะโพน เพื่อใช้ประกอบการขับเสภาเริ่มใช้มาแต่สมัยรัชกาลที่ 2 |
| 12. เปิงมางเป็นคำมอญที่ใช้เรียกเครื่องหนังชนิดหนึ่งซึ่ง เปิงมาง เป็นกลองใช้ตีขัดจังหวะหยอกล้อกับตะโพน หรือกลองทัด เปิงมางเป็นภาษามอญ เดิมคงเป็นเครื่องดนตรีของมอญ มีรูปร่างยาวเหมือนกระบอก ตรงกลางป่องเล็กน้อย หุ่นกลองทำด้วยไม้ ขึ้นหนังสองหน้า สายโยงเร่งเสียงทำด้วยหนังเรียด ร้อยจากหนังไส้ละมานเรียงถี่จนคลุมหุ่นไว้หมด มีห่วงหนังผูกโยงสายสำหรับคล้องคอ ใช้เดินตีได้ เช่น ใช้ตีนำกลองชนะในกระบวนพยุหยาตรา หรือตีประโคม ประจำพระบรมศพ พระศพ และศพ คนตีเปิงมางนำกลองชนะเรียกว่า "จ่ากลอง" คู่กับคนเป่าปี่ เรียกว่า "จ่าปี" |
| 13. เปิงมางคอกใช้ในวงปีพาทย์มอญ ใช้เปิงมางจำนวน 7 ลูก มีขนาดลดหลั่นกัน ผูกเรียงลำดับตามขนาดจากใหญ่ไปหาเล็ก แขวนเรียงลำดับไว้เป็นราวรอบตัวคนตี โดยทำเป็นวงมีลักษณะเป็นคอก จึงเรียกว่า เปิงมางคอก ใช้ตีประสานคู่กับตะโพนมอญในวงปี่พาทย์มอญ |
| 14. บัณเฑาะว์เป็นกลองสองหน้าขนาดเล็ก ไทยคงได้เครื่องดนตรีชนิดนี้มาจากอินเดีย ตัวกลองทำด้วยไม้ขนาดเล็กพอมือถือ หัวและท้ายใหญ่ ตรงกลางคอด มีสายโยงเร่งเสียงใช้เชือกร้อยโยงห่าง ๆ มีสายรัดอกตรงคอดที่ตรงสายรัดอก มีหลักยาวอันหนึ่งรูปเหมือนหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ทำด้วยไม้หรืองาที่ปลายหลักมีเชือกผูก ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งผูกลูกตุ้ม ในการบรรเลงใช้มือไกวบัณเฑาะว์ คือพลิกข้อมือกลับไปกลับมา ให้ลูกตุ้มที่ปลายเชือกเหวี่ยงตัวไปกระทบที่หนังหน้ากลองทั้งสองด้าน บางครั้งใช้บัณเฑาะว์ลูกเดียว บางครั้งใช้สองลูก ไกวพร้อมกันทั้งสองมือ มือละลูก เป็นจังหวะในการบรรเลงประกอบขับไม้ในงานพระราชพิธี เช่น ขับกล่อมสมโภช พระมหาเศวตฉัตร สมโภชพระยาช้างเผือก และช้างสำคัญ เป็นต้น |
| 15. กลองยาวเป็นกลองหน้าเดียว มีสายสำหรับสะพายที่ไว้คล้องบ่า หุ่นกลองทำด้วยไม้ ตอนหน้าใหญ่ ตอนท้ายเรียวแล้วบานปลายเป็นรูปดอกลำโพงมีหลายขนาด ตัวกลางนิยมตบแต่งให้สวยงามด้วยผ้าสี หรือผ้าดอกเย็บจีบย่น ปล่อยเชิงเป็นระบายห้อยมาปกด้วยกลอง ใช้ตีด้วยฝ่ามือ หรืออาจเล่นโลดโผนเพื่อความสนุกสนานโดยใช้กำปั้น ศอก เข่า ศีรษะ และส้นเท้ากระทุ้งก็ได้ไทยเราได้แบบอย่างการตีกลองยาวมาจากพม่า สมัยที่พม่าเข้ามาตั้งค่าย เพื่อสงครามกับไทย ขณะนักรบพม่าได้เล่นสนุกสนานโดยการตีกลองยาวไทยได้แบบอย่างมาตั้งแต่ครั้งนั้น มีการเล่นแพร่หลายทั่วไปตามหมู่บ้าน นิยมเล่นในขบวนแห่ต่าง ๆ เช่น แห่นาค ทอดกฐิน เป็นต้น กลองชนิดนี้เรียกชื่อตามเสียงที่ตีได้อีกชื่อหนึ่งว่า "กลองเถิดเทิง" |
| 16. มโหระทึกเป็นกลองหน้าเดียว หล่อด้วยโลหะทั้งลูก มโหระทึกมีมาตั้งแต่ยุคโลหะตอนปลาย ซึ่งตกประมาณ 2000 ปีมาแล้ว มีพบในหลายประเทศในสุวรรณภูมิ ตัวกลองมีหน้ากลองแบนกว้าง บริเวณตรงกลางหน้ากลองนิยมทำเป็นรูปดาวและมีลวดลายอื่น ๆ ประกอบ ด้านข้างตัวกลางมักจะหลักลวดลายต่าง ๆ ฐานกลองเป็นทรงกระบอกกลวง ในการตีจะวางมโหระทึก ตั้งเอาหน้ากลองขึ้น ใช้ไม้ตีสองอัน ทำด้วยไม้รวกหรือไม้เนื้อแข็งเหลากลม ปลายที่ใช้ตี พันด้วยผ้าให้แน่นแล้วผูกเคี่ยนหรือถักด้วยเส้นด้าย ชาวไทยใช้มโหระทึกมาแต่โบราณ มีกล่าวถึงในสมัยสุโขทัย ใช้ตีในเทศกาล งานรื่นเริง สมัยอยุธยามีกำหนดให้ตีมโหระทึก ในงานพระราชพิธี สมัยรัตนโกสินทร์ ใช้ประโคมร่วมกับแตร สำหรับพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ ในการเสด็จออก ขุนนางในงานพระราชพิธีและรัฐพิธี ใช้บรรเลงร่วมกับกลองชนะใน งานเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวน พยุหยาตราทางชลมารค และในกระบวนอื่น ๆ นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ เป็นการพิเศษแก่วัดสามวัด ให้มีการประโคมมโหระทึกของ พระภิกษุสงฆ์ทำวัตรสวดมนต์ คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม |
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (3)
แสดงความคิดเห็น











ดีมากครับประวัติเยอะดีครับ




































































| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
วันที่ 26 ตุลาคม 2551 เวลา 11:30
โดย :
อีเมล์ : prang_za2526@hotmail.com
เว็บไซต์ :
IP 124.157.144.xxx