16 พฤศจิกายน 2550
เกษร สิทธิหนิ้ว : เรื่อง
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ภาพ
Welcome onboard
"สวย ๆ อยู่ข้างในพี่ ไม่ได้เหมือนหนูทุกคน"
น้องส้มหน้าผี ยืนต้อนรับผู้โดยสารอยู่ตรงประตูเครื่องบิน แทนที่จะสวัสดีผู้โดยสารตามแบบแอร์โฮสเตสทั่วไป เธอเลือกจะทักทายด้วยลีลามัน ๆ ฮา ๆ ชนิดที่ใครเจอต้องจดจำไปอีกนาน
"ไม่สวยแต่เร้าใจพี่ อยากได้อะไรบอก ส้มจัดให้ แต่ถ้าต้องการสวย ๆ เดินในเลยพี่" เธอรู้ทันสายตาแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องนึกในใจว่าขี้เหร่อย่างนี้มาแอร์โฮสเตสได้ไง เลยชิงตอบก่อนหันไปปล่อยประโยคเด็ดกับผู้โดยสารหน้าใหม่ที่ทยอยขึ้นเครื่องมาทีละคน
"ส้มหน้าผี" เป็นฉายาที่คนอื่นตั้งให้ เจ้าตัวจะรู้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ลูกเรือเกือบทั้งบริษัทรู้ดี ใครๆ ก็อยากร่วมงานกับเธอสักครั้ง จะได้รู้ว่ากลเม็ด "จัดการ" กับผู้โดยสารของเธอนั้นแปลกแหวกแนวอย่างที่ร่ำลือหรือเปล่า
ตอนนี้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เป็นหน้าที่ของพวกเธอที่ต้องตรวจตราให้ทั่วก่อนว่าผู้โดยสารรัดเข็มขัดและปรับพนักเก้าอี้ให้ตรงหรือยัง ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะล็อคเรียบร้อยและจะไม่มีอะไรหล่นลงมาแน่ๆ
โบอิ้ง ๗๗๗ เคลื่อนตัวช้าๆ ไปตามรันเวย์ เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นหวั่นไหว เครื่องบินเคลื่อนไปข้างหน้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ พาผู้โดยสาร ๓๐๐ กว่าชีวิต นักบินและลูกเรืออีก ๑๕ ชีวิตทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดมิด มุ่งหน้าสู่ลอสแองเจลีส มหานครแห่งความทันสมัย ห่างจากกรุงเทพฯไปกว่า ๒,๐๐๐ ไมล์
ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล และงานของพวกเธอเพิ่งจะเริ่มต้น..............................................
โบอิ้ง ๗๗๗ ไต่ระดับความสูงมาถึง ๓ หมื่นฟิต แอร์โฮสเตสสาวเริ่มบริการเครื่องดื่ม อาหารชุดใหญ่และของว่างนานาชนิดถูกลำเลียงออกมาจากครัวครั้งแล้วครั้งเล่า อาหารมื้อใหญ่ผ่านไปอย่างเรียบร้อย ผู้โดยสารหลายเชื้อชาติกำลังจะเอนเบาะพักผ่อน
"ว้าย !!" ผู้เห็นเหตุการณ์หวีดร้องขึ้นมาสุดเสียง เมื่อชายฉกรรจ์คนหนึ่งลุกพรวดขึ้นกระชากตัวแอร์ จ่อปืนไปที่ขมับและลากตัวไปหน้าห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว
"ทุกคนเงียบ !!" ชายร่างใหญ่อีกคนลุกขึ้น เดินถือปืนไปรอบๆ ห้องโดยสารเป็นเชิงขู่ ก่อนจะหันหลังมุ่งตรงไปยังห้องนักบินทันที
โบอิ้ง ๗๗๗ กำลังถูกไฮแจกต์ !
ชั่วขณะโกลาหล แอร์โฮสเตสคนหนึ่งอยู่ในห้องน้ำ เธอได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดและพอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก เธอตั้งสติ ก่อนจะย่องออกมาจากห้องน้ำ หยิบขวดไวน์ในครัวถือไว้แน่น ค่อยก้าวเท้าเขยิบเข้าไปใกล้ ๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมด ฟาดขวดไวน์ตรงท้ายทอยชายคนนั้นทันทีที่ได้โอกาส
แอร์ฯ ตัวประกันตั้งสติรอท่าอยู่แล้ว เธอใช้ข้อศอกกะทุ้งไปที่ท้องน้อยของผู้ร้ายเต็มแรง พลิกข้อมือข้างที่ถือปืนกลับไปข้างหลัง ใช้สันมืออีกข้างฟาดเต็มแรงไปที่คอหอยอย่างที่ได้รับฝึกฝนมาอย่างดี ก่อนที่สจ๊วตอีกคนจะรีบมาล็อคตัวไว้ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที
ผู้โดยสารปรบมือลั่น พลันนึกขึ้นได้ว่า ยังมีผู้ร้ายอีกคนอยู่บนเครื่องบินลำนี้ !!
ยังไม่ทันจะรู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ ภาพหน้าจอก็ดับวูบลง--
"พวกเธอคิดว่าในสถานการณ์จริง ๆ จะทำอย่างนี้ได้ไหม" ครูฝึกถามนักเรียนที่กำลังจะออกไปปฎิบัติหน้าที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แน่ละ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่แอร์โฮสเตสและสจ๊วตทุกคนจะได้รับการฝึกฝนให้พร้อมที่จะรับสถานการณ์เหล่านี้ได้ทุกเมื่อ
แต่เหตุการณ์แบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่าย ๆ เราจึงไม่ค่อยได้เห็นพวกเขาในบทบาทบู๊ๆกันสักเท่าไร
เมื่อพูดถึงแอร์โฮสเตส เราเห็นแต่ภาพสาวสวย หนุ่มหล่อ แต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า คอยเดินเสริฟอาหาร ชา กาแฟบนเครื่องบิน
"คนใช้บนเครื่องบิน แจ๋วลอยฟ้า สาวเสริฟดี ๆ นี่เอง" เราคงเคยได้ยินคนพูดทำนองนี้ หรือเคยคิดแบบนี้ด้วยซ้ำ
แต่ "สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา" ฉันใด สิ่งที่เราเห็นบนเครื่องบินก็ไม่อาจบอกเล่าความจริงของเหล่าแอร์โฮสเตสและสจ๊วตทั้งหลายได้ฉันนั้น
ครั้งแรกของเอแลน เชอร
ถ้าเราถือเอแลน เชอชเป็นต้นแบบแล้วละก็ อาชีพแอร์โฮสเตสที่เราเห็นตอนนี้ ต่างกันลิบลับกับสิ่งที่เธอทำเมื่อ ๖๐ กว่าปีที่แล้ว
ราว พ.ศ. ๒๔๗๐ สายการบินยูไนเต็ด ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นสายการบินแรกของโลก (กำเนิดขึ้นจากการทำธุรกิจขนส่งวัสดุทางอากาศเมื่อปี ๒๔๖๙) เริ่มทดลองให้มีเดินทางโดยเครื่องบินนั้น เครื่องบินยังไม่ได้มีความสะดวกสบายใด ๆ ผู้โดยสารต้องนั่งรวมไปกับกองวัสดุภัณฑ์อย่างทุลักทุเล บางคนเมาเครื่องบิน อาเจียน ผู้โดยสารต้องช่วยกันดูแลไปตามยถากรรม จนปี ๒๔๗๓ นายสตีฟ สติมสัน พนักงานของบริษัทโบอิ้งเกิดความคิดขึ้นมาว่า ระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินนั้น น่าจะมีพยาบาลคอยดูแลผู้โดยสารไปด้วย และควรมีกาแฟและแซนด์วิชคอยบริการด้วย คำแนะนำของสติมสันเป็นผล กลางปี ๒๔๗๔ สายการบินยูไนเต็ดได้คัดเลือกพยาบาลทั้งหมด ๘ คนให้มาทำหน้าที่ดังกล่าว ทั้งหมดเป็นพยาบาลสตรีที่มีน้ำหนักประมาณ ๑๑๕ ปอนด์ (ราว ๕๒ กก.) และเป็นโสด
โชคดีของนางพยาบาลเอลเลน เชอช ที่ได้ขึ้นไปดูแลผู้โดยสารเป็นคนแรก ตลอด ๒๐ ชั่วโมงของเส้นทางบินซานฟรานซิสโก-ชิคาโก เครื่องบินต้องหยุดพักถึง ๑๓ แห่ง เอแลย เชอรมีหน้าที่ช่วยขนถ่ายกระเป๋าผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ทำความสะอาดภายในเครื่องบินรวมทั้งที่นั่งผู้โดยสารด้วย ช่วยนักบินเติมน้ำมันและนำเครื่องบินไปจอด ณ โรงเก็บเครื่องบิน ระหว่างเที่ยวบินก็คอยบริการเครื่องดื่มและอาหาร และคอยระวังไม่ให้ผู้โดยสารไปเปิดประตูทางออกของเครื่องบินเพราะเข้าใจว่าเป็นประตูห้องน้ำ
สมัยนั้นยังไม่เรียกนางพยาบาลทั้งแปดคนนั้นว่า Air-Hostess แต่เรียกว่า stewardess ปี ๒๕๑๓ สายการบินยูไนเต็ดจึงรับพนักงานเป็นผู้ชายบ้าง แล้วธุรกิจการบินก็เริ่มเติบโต มีบริษัทใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาแข่งขันกันมากขึ้น กลายเป็นธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงกันเป็นหนึ่งในน่านฟ้า
"ทุกวันนี้เครื่องบินพัฒนามาไปเยอะแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยทำให้เครื่องบินรุ่นใหม่ๆ มีความทันสมัย มีระบบป้องกันความปลอดภัยที่มั่นใจได้ สายการบินต่างๆ จึงแข่งขันกันด้านการบริการมากกว่า" คุณสามารถ เกิดผล ผู้อำนายการฝ่ายบริหาร พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว
แอร์โฮสเตส (air hostess) หรือแอร์สจ๊วต (air steward นิยมเรียกสั้น ๆ ว่าสจ๊วต) หรือบางสายการบินเรียกรวมๆ กันว่าไฟล์ทแอทเทนเดนท์ (flight attendant) มีความหมายเดียวกันคือพนักงานต้อนบนเครื่องบินที่คอยให้บริการเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการเดินทางบนเครื่องบิน
ทุกวันนี้ แอร์โฮเตสและสจ๊วตถือเป็นพนักงานฟรอนท์ไลน์ของบริษัทที่เป็นจุดขายและดึงดูดผู้โดยสารให้มาใช้บริการของบริษัท ดังนั้น สายการบินต่างๆ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ให้พนักงานของตัวเองให้ดูดีและฝึกฝนให้ทำงานอย่างมีคุณภาพมากที่สุด
คงไม่เกินไปนัก หากจะกล่าวว่า นี่คืออาชีพในฝันของหนุ่มสาวจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่เหมือนๆ กันมาทุกยุคทุกสมัย นั่นคือเป็นอาชีพที่ดูดี โก้เก๋ ดูทันสมัย รายได้สูง แถมได้ไปเมืองนอกบ่อยๆ โดยไม่ต้องเสียสตังค์
แต่สิ่งที่เราพบอยู่เสมอก็คือ "ความฝันที่เป็นจริงแล้ว" มักจะซ่อนเร้นสิ่งที่เรานึกไม่ถึงเมื่อตอนมันยังเป็น "แค่ความฝัน" เอาไว้เสมอ
ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม
"ถ้าเลือกที่จะทำอาชีพนี้แล้ว ก็เตรียมใจไว้เลยว่า ตั้งแต่นี้ไปชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" แอร์โฮสเตสรุ่นใหญ่สายการบินแห่งหนึ่งบอกอย่างมั่นใจ ว่าตามจริง ไม่ว่าก้าวเข้าไปทำอาชีพอะไร ย่อมจะมีความเปลี่ยนแปลงเรื่องธรรมดา แต่อะไรทำให้เธอกล้าฟันธงอย่างนั้น
"เราไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอนตายตัวเหมือนอาชีพอื่นทั่วไป เพราะฉะนั้นจะมากะเกณฑ์เอาความแน่นอนกับชีวิตไม่ได้" นี่คือสิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจน แอร์โฮสเตสและสจ๊วตทำงานตาม schedule เรียกสั้นๆ ว่าเสก็ด หมายถึงตารางการบินที่บริษัทจะออกให้เป็นรายปี และจะได้รับอีกครั้งทุกสิ้นเดือน แต่ละคนจะต้องทำงานอย่างน้อย ๗๒ ชั่วโมงต่อเดือน (๑เสก็ดบิน) ลาหยุดได้ปีละ ๓๐ วัน ใครขยันอยากได้เงินเยอะๆ อยากทำงานมากกว่าที่บริษัทกำหนดให้ให้ก็ไป request หรือขอบินแทนพนักงานที่ลาป่วยกะทันหัน โดยต้องไปขึ้นชื่อเป็น SB (Standby) ไว้ก่อน SB ต้องพร้อมบินตลอด ๒๔ ชั่วโมง นั่นหมายความว่าจะไปไหนไกลๆ ไม่ได้ และต้องมีกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์การบินทุกอย่างติดรถไปไหนมาไหนด้วย พอบริษัทเรียกปุ๊ป จะต้องมาได้ทันที
"วันนี้อาจจะไปบินบ่าย ๓ โมงกลับมาอีกทีเที่ยงคืน นอนอยู่สบายๆ ตีสองคุณต้องตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวออกไปบิน ไม่มีหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีหยุดเทศกาล เพราะช่วงไหนที่คนหยุดกันเยอะๆ นั่นจะเป็นช่วงที่เรางานหนักที่สุด ตอนได้เป็นสจ๊วต แม่บอกว่า ต่อไปคงไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ปรากฏว่าได้เจอกันบ่อยมากกว่าเดิมอีก เพราะเวลาว่างเราเยอะขึ้นแต่ไม่ตรงกับคนอื่นเท่านั้นเอง" สจ๊วตหนุ่มสายการบินไทยหล่อกล่าว
ดูตามสเก็ดอาจจะดูเหมือนทำงานกันแค่เดือนละ ๗๒ ชั่วโมง แต่จริงๆ แล้ว "งาน" ของพวกเขาเริ่มต้นก่อนเครื่องบินออกหลายชั่วโมงทีเดียว
"ลูกเรือต้องมาเช็คอินที่ศูนย์ลูกเรือก่อนเวลาที่เครื่องออก ๒ ชั่วโมง สมมุติต้องไปบินเที่ยว ๗.๐๐ น. เราต้องตื่นแต่ตี ๓ อาบน้ำ แต่งตัว แต่งหน้า ทำเล็บ ทำผม ออกจากบ้านก่อนตี ๔ ครึ่ง ถ้าเป็นช่วงที่รถติด ก็ต้องเผื่อเวลาเยอะๆ เพื่อให้มาถึงที่ศูนย์ลูกเรือก่อนตี ๕ การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้ามาสายถือเป็นความบกพร่องอย่างยิ่ง
ลูกเรือที่กำลังจะไปบินต้องต้องมาเช็คอินที่ศูนย์ลูกเรือ ( Crew Center) ก่อน ตอนรูดบัตรจะมีพนักงานที่ทำหน้าที่เหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองคอยตรวจความเรียบร้อยอย่างละเอียด ไล่มาตั้งแต่ เสื้อผ้า รองเท้า ทรงผม แต่งหน้า ทาเล็บ ฯลฯ
"พี่แพ้น้ำยาทาเล็บ ทาเล็บไม่ได้ บริษัทเรียกไปคุยว่าเรามีปัญหาเรื่องบุคลิคภาพ แต่งกายไม่ถูกระเบียบ เราเอาใบรับรองแพทย์ไปยืนยันว่าดิฉันทาไม่ได้จริงๆ ค่ะ เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง แต่ทางบริษัทไม่ยอม ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาบุคลิกภาพ ตอนนี้ยังทะเลาะกันไม่เลิกเลยกับเรื่องทาเล็บไม่ทาเล็บเนี่ย" แอร์โฮสเตสสายการบินแห่งหนึ่งเล่าอย่างเหลืออดในกฎระเบียบบางอย่างของบริษัท
"พอสวมชุดแอร์ฯ ปุ๊ป อยู่ในยูนิฟอร์มของบริษัทแล้ว เราไม่สามารถทำอะไรบางอย่างที่เราเคยทำตอนปกติได้ จะไปยืนซื้อก๋วยเตี๋ยว นั่งโซ้ยข้าวต้มข้างทางไม่ได้เด็ดขาด แท็กซี่ได้แต่ห้ามนั่งรถเมล์ ไปบินกลับมาจะแวะห้างไปซื้อของหน่อยทั้งยูนิฟอร์มก็ไม่ได้ ผิดระเบียบบริษัท ถ้าใครไปเจออาจจะถูกรายงานได้" แอร์โฮสเตสและสจ๊วตเป็นเหมือนภาพลักษณ์ของบริษัท เพราะฉะนั้น เมื่อไรก็ตามที่เอาชุดบริษัทเขามาสวม จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย
หลังจากเช็คอินแล้วลูกเรือจะไปห้องบรีฟวิ่งรูม ทุกคนจะรู้ว่าไฟล์ทที่กำลังจะไปบินนั้นผู้ร่วมงานเป็นใครบ้าง ทำการบินทุกครั้งต้องมี กับตัน นักบิน ผู้ช่วยนักบิน แอร์เพอร์เซอร์ ( Air-Purser หัวหน้าลูกเรือ) ไอเอ็ม ( In-Flight Manager- ผู้จัดการเที่ยวบิน ในกรณีที่เป็นเครื่องบินลำใหญ่ บินระยะทางไกล เที่ยวบินนั้นจะมีทั้งเพอร์เซอร์ทำหน้าดูแลส่วนของการบริการ และมีไอเอ็มที่ดูแลเรื่องความเรียบร้อยของทั้งส่วนบริการและความปลอดภัย ) ไอเอ็มและเพอร์เซอร์จะบอกว่า เที่ยวบินนี้มีผู้โดยสารทั้งหมดกี่คน อยู่ชั้นหนึ่งกี่คน ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัดกี่คน มีผู้โดยสารวีไอพีหรือไม่ มีคนชรา คนป่วย เด็ก หรือไม่ มีการวางแผนคร่าวๆ ว่าใครอยู่ตำแหน่งไหน ทำหน้าที่อะไรบนเครื่อง ถ้าเป็นเที่ยวบินมหาโหดก็ต้องมีการวางแผนรบกันหน่อย ว่าจะบริการอาหารอะไรก่อนหลัง เตรียมรับมืออย่างไร
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินฝรั่งส่วนใหญ่จะไม่มีการแบ่งเป็นแอร์โอสเตสและสจ๊วต แต่จะเรียกรวมๆ ว่า Flight Attendant ทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนกันหมดไม่ว่าหญิงหรือชาย แล้วแต่ใครสมัครใจจะทำหน้าที่ใดในเที่ยวบินนั้นๆ แต่การบินไทยแบ่งการทำงานของแอร์ฯและสจ๊วตเป็นส่วนๆ คือ สจ๊วตทำหน้าที่หลักในครัวเพื่อเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อส่งต่อให้กับแอร์โฮสเตสนำออกไปบริการผู้โดยสาร ก่อนขึ้นเครื่องทุกครั้ง ต้องมีการทดสอบเรื่องความปลอดภัยก่อน เช่น
"ผู้โดยสารช็อคบนเครื่องบินทำอย่างไร"
"ถ้าต้องนำเครื่องลงกลางทะเลต้องทำอะไรก่อน"
"อุปกรณ์ดับเพลิงอยู่ตรงไหน"
ใครตอบไม่ได้อาจะต้องถูกส่งไปเรียนเรื่องความปลอดภัยกันใหม่ เพราะถือว่าไม่พร้อมที่จะปฏิบัติงาน
เสร็จทุกอย่างในบรีฟวิ่งรูม ลูกเรือทยอยไปขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่แล้วเพื่อไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ลูกเรือต้องขึ้นเครื่องก่อนเครื่องบินออก ๑ ชั่วโมงเพื่อเช็คความเรียบร้อยของอุปกรณ์ต่างๆ ตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย หากพบสิ่งใดสูญหาย บกพร่อง ต้องรายงานต่อผู้รับผิดชอบทันที ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองก่อนที่ผู้โดยสารจะทยอยมาขึ้นเครื่องด้วย
ประตูเปิด ทุกคนประจำหน้าที่ของตัวเอง บ้างก็ยืนต้อนรับอยู่หน้าประตู บางคนก็พาไปยังที่นั่ง ตรวจความเรียบร้อยของช่องเก็บสัมภาระ ดูแลผู้โดยสารทุกคนให้รัดเข็มขัด ปรับเก้าอี้ให้ตรง ก่อนเครื่องบินจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
จากนี้ไปจนกว่าจะถึงที่หมาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แอร์โฮสเตสและสจ๊วตจะต้องรับสถานการณ์ให้ได้ ถ้าเราไม่เคยเป็นแอร์ฯ ไม่เคยเป็นสจ๊วตก็คงนึกไม่ถึงว่าอยู่บนฟ้าจะมีเรื่องราวที่คิดไม่ถึงได้ขนาดนั้น
ร้อยแปดวิธีรับมือผู้โดยสาร
Customer is a King / Passenger come first คือสิ่งที่ลูกเรือต้องท่องเอาไว้ในใจ แม้ว่านโยบายของสายการบินส่วนใหญ่จะบอกว่าไว้ดิบดีว่า "พนักงานต้อนรับไม่ใช่คนใช้ แต่เราคือ Host - เจ้าของบ้านที่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยและสะดวกสบายให้ผู้โดยสาร" ถ้าถือตามนี้ แอร์โฮสเตสและสจ๊วตอาจไม่จำเป็นต้องเอาอกเอาใจและยินยอมให้ผู้โดยสารในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็ได้
แต่มันมักจะไม่เป็นอย่างนั้น.....
ไปดูกันดีกว่า ว่าปัญหายยอดฮิตที่ไม่ว่าลูกเรือของสายการบินไทย จีน แขก ฝรั่ง จะต้องเจอเสมอๆ มีอะไรบ้าง และพวกเธอมีวิธี "ปราบ" ผู้โดยสารตัวแสบทั้งหลายด้วยวิธีไหนกันบ้าง
"ที่สั่งก็ไม่กิน ที่จะกินดันไม่สั่ง" นี่คือปัญหาที่เบๆ มาก ( เบๆ = Basic เป็นภาษาที่แอร์ฯเขาใช้กัน แปลว่าธรรมดามาก ต้องเจอกันทุกไฟล์ท ถ้าไฟล์ทไหนไม่เจอ แอร์ฯแทบจะยกบริษัทไปทำบุญกันเก้าวัดเจ็ดวัดเลย) รวมๆ ก็คือเรื่องอาหารการกินนั่นเอง
"กินมังสวิรัส ก็ไม่แจ้งล่วงหน้า ขึ้นเครื่องมาไม่มีให้ ก็โกรธ ก็แหม..ไม่ใช่ร้านอาหารตามสั่งนี่ ถ้าทำได้ก็จะทำให้เดี๋ยวนั้นแหละ เราต้องไปหาที่ครัวอื่นให้ ถ้าไม่มีจริงๆ แต่ผู้โดยสารยืนยันจะกินให้ได้ เอาอาหารกล่องนั้นแหละกลับเข้าครัว เขี่ยเนื้อออกซะ เอาออกไปให้ใหม่" โชคดีนะคะ ที่ผู้โดยสารท่านหนึ่งสั่งไว้แต่เปลี่ยนใจ ก็เลยเหลืออาหารมังอยู่หนึ่งที่สำหรับคุณพอดี คราวหลังกรุณาแจ้งพนักงานของเราตอนจองตั๋วเลยนะคะ เราจะได้เตรียมอาหารพิเศษไว้ให้ เท่านั้นแหละ เขาก็จะปลื้มมาก"
"ไฟล์ทอินเดียเนี่ยสุดยอด ประเทศเขามีหลายศาสนา แต่ละศาสนาก็จะมีข้อห้ามต่างๆ กัน จะมีคนสั่งอาหารพิเศษมากที่สุดผู้โดยสาร ๒๐๐ กว่าคน อาหารพิเศษปาไป ๑๐๐ กว่าที่แล้ว สจ๊วตจะเหนื่อยมากเพราะต้องไปคอนเฟิร์มว่าอาหารพิเศษอันนี้ หมายเลข(ที่นั่ง)นี้สั่ง แต่ท่านผู้โดยสารก็จะชอบเปลี่ยนที่นั่งมั่วไปหมดเวลาเสริฟต้องออกอาหารพิเศษก่อน คนสั่งนั่งหมายเลขอะไรเป็นต้องเสริฟตามที่นั่ง พอจะกินหาตัวไม่เจออีก ของใครวะ เมื่อกี้ยังอยู่แล้วพอถึงเวลาจะกินย้ายไปไหนแล้วล่ะ ไฟล์ทอินเดียจะเป็นอะไรที่โกลาหลสุดๆ"
"สมมติมีอาหารสองอย่างให้เลือก ผัดไทย กับ ข้าวหมกไก่ ผู้โดยสารข้างหน้าเลือกผัดไทยไปหมดแล้ว คนหลังๆ ก็เหลือแต่ข้าวหมกไก่ บางคนก็ไม่ยอมท่าเดียว ฉันจะกินผัดไทย เธอต้องไปหามาให้ได้ เราทำไงละก็มันไม่มีแล้ว บางทีก็ต้องไปดูในครัวของชั้นธุรกิจ หรือของเฟิร์สคลาสว่ามีบ้างไหม"
"ฟรอยด์ที่ปิดกล่องอาหารมันเปิดแค่นี๊ดดด..นึง นิดเดียวจริงๆ นะ บางคนไม่ยอมกิน บอกว่าอาหารเราไม่สะอาด เราอธิบายว่ามันเปิดออกมาตอนเรายกออกมาจากคาร์ดอาหาร(รถเข็น)จะส่งให้เขานั่นแหละ เขาก็ไม่ยอมต้องไปเอาอันใหม่ให้เขา เผอิญนั่นเป็นกล่องสุดท้ายแล้ว เราก็ทำเป็นเดินเอาไปเปลี่ยนในครัว จัดการปิดฝาที่เปิดลงมาซะ แค่นี้ก็ดูไม่ออกแล้วว่าเป็นกล่องเดิม"
"บางที เรื่องกินไม่ได้สำคัญอะไรนอกจากเขาอยากรู้สึกสำคัญ ไม่มีไก่กินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉันนะ แต่ปัญหาหลักไม่ใช่ไก่หรอก เอาลูกเรือ ๓ คนผลัดกันไปนั่งฟังเขาบ่นเท่านั้นจบ" นี่เป็นวิธีจัดการแบบฉบับแอร์โฮสเตสรุ่นลายครามที่ใช้ได้ผลเสมอมา
ถูกลวนลาม -- "สมัยก่อนบินตะวันออกกลาง ไอ้พวกนี้มันพร้อมจะออกจากประเทศมันมาลกมกจกเปรตอยู่แล้ว อยู่บ้านเขาทำไม่ได้ แต่มาที่นี่มันทำได้ พอขึ้นเครื่องปุ๊บเอาเลย จับก้นเราโดนแน่ๆ" ถ้าเป็นแอร์รุ่นเด็กก็จะหันไปแว๊ดๆ บางคนหนักหน่อยก็วิ่งปิดหน้าร้องให้ไปฟ้องเพอร์เซอร์ แต่ถ้าเป็นแอร์รุ่นเก๋าหน่อยละก็ "Don't touch me, everything else belong company but my body belong to me don't touch me again" ถ้ายังไม่รู้เรื่อง แอร์ฯรุ่นใหญ่ใจกล้าก็ใช้กำลัง ตบฉาดทันที
ปัญหารองเท้ามหากาฬ - ถ้ามีคนถอดรองเท้าส่งกลิ่นเหม็นตลบทั้งลำ ผู้โดยสารจะพึ่งใครได้ถ้าไม่ใช่แอร์โฮสเตส ถ้าคุณเป็นแอร์โฮสเตสคุณจะทำอย่างไร เท้าคุณเหม็นนรกแตกมากเลยค่ะ คนอื่นทนไม่ไหวแล้ว ใส่ซะเถิดนะคะ พูดอย่างนี้ก็คงไม่ได้ มีหวังโดนไล่ออก "รบกวนช่วยใส่รองเท้าเพื่อความปลอดภัยดีกว่านะคะ รองเท้าทำให้เกิดความเกะกะต่อการทำงาน อาจทำให้เกิดอันตรายได้ รบกวนใส่หน่อยนะยู โม้ๆ ไปเถอะ"
นี่แค่รองเท้าคู่เดียว แต่ถ้าผู้โดยสารที่ที่เราไม่ชินกับกลิ่นตัวของเขา (ที่แสนจะธรรมดาสำหรับเขา แต่สุดจะทนสำหรับเรา) มารวมอยู่ในที่เดียวกัน แคบๆ และอากาศไม่ถ่ายเท กลิ่นนั้นย่อมทบทวีคูณอย่างไม่ต้องสงสัย กรณีนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กลิ่น แต่อยู่ที่แอร์โฮสเตสและสจ๊วตต้องไม่ทำให้เรื่องกลิ่นเป็นปัญหา
ปัญหาเรือบดครูดหินโสโครก - จะมีเสียง "คร้อกกกก....คึ่กๆๆๆ คร้อกกก...คึ่กๆๆๆ" ดังขึ้นมาเป็นระยะ ถ้ามีโรงสีข้าวอยู่บริเวณนั้นด้วย ก็เป็นอันว่าไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันพอดี เป็นหน้าที่ของแอร์โฮสเตสที่ต้องทำให้เรือบดและโรงสีข้าวหยุดทำงาน ดูเหมือนง่าย แต่จะทำอย่างไรไม่ให้เขาโกรธ เดินไปปลุกแล้วบอกว่า คุณคะ ช่วยเอียงตัวมาทางซ้าย ๓๐ องศาเพื่อให้ลิ้นไก่ของคุณวางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วยนะคะ ไม่ได้แน่ๆ วิธีก็คือ "เดินไปสะกิด excuse me เมื่อกี้เรียกหรือเปล่าคะ หรือทำอย่างไรก็ได้ให้ตื่นและเปลี่ยนท่า เผื่อจะดีขึ้น" ถ้าไม่ดีขึ้นสงสัยต้องเดินไปสะกิดกันทั้งคืนแน่
ผู้โดยสารแกล้ง - "หาว่าเราขโมยเชือกรองเท้า จะเอาเรื่องให้ได้ ฉันจะขโมยไปทำไมวะ ตอนนั้นเสริฟอาหารเสร็จหมดทุกอย่างแล้ว พวกเราพักกันที่ครัว ผู้โดยสารเดินมาโวยวายว่าเราเอาเชือกรองเท้าเขาไป ก็เดินหากันทั่ว วุ่นวายไปหมดกับเชือกรองเท้าเนี่ย ก็ไปเจอในห้องน้ำ สรุปว่าเขาดื่มไปเยอะแล้ว จะขอเติมเหล้าอีก พวกเราก็ไม่ให้แล้วเพราะเดี๋ยวเมาอาละวาด เขาไม่พอใจก็เลยแกล้งหาเรื่อง"
ปัญหาเรื่องผู้โดยสารดื่มเหล้าจนเมาแล้วก่อเรื่อง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เมาอาละวาด ชกกับผู้โดยสารด้วยกันเองบนเครื่องก็บ่อย ถ้าถึงขนาดใช้กำลัง ต้องพึ่งให้สจ๊วตหรือเพอร์เซอร์มาช่วยจัดการ การดื่มเหล้าบนเครื่องบินซึ่งมีออกซิเจนน้อย แอลกอฮอล์จะสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายกว่าปรกติ ทำให้เมาเร็วกว่าดื่มข้างล่าง แอร์โฮสเตสต้องระวังไม่ให้ผู้โดยสารดื่มเกินไป สายการบินบางแห่งมีเครื่องดื่มบริการผู้โดยสาร แบบ non stop service เพราะฉะนั้นแอร์ต้องหยุดผู้โดยสารก่อนที่เขาจะเมามายจนควบคุมสติไม่ได้ ก่อความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับส่วนรวม
"บางคนเราก็ใช้ไม้อ่อน ทำไมยูดื่มเยอะอย่างนี้ พอเถอะ ฉันชักเป็นห่วงสุขภาพยูแล้วนะ คุยๆ ไปสักพัก ร้องให้ เริ่มระบาย "เมียไอที่อยู่เมืองไทยไม่เคยห่วงไออย่างนี้เลย ดูซิ อุตส่าห์บินมาหา มีผัวใหม่ไปซะแล้ว ไอจะทำยังไงดี " เราก็นั่งฟัง ปลอบได้ก็ปลอบไป สักพักก็หลับ"
"ถ้าเริ่มระรานคนอื่น ห้ามไม่ฟังก็ต้องใช้ไม้แข็ง จับมัดเลย ลูกเรือโดนถูกผู้โดยสารที่เมาทำร้ายบ่อยมาก สจ๊วตโดนชก พี่เคยโดนกัดข้อมือ ปล้ำกันจนเหนื่อยจับไปมัดเสร็จพอถึงเวลาอาหารเราก็ต้องไปนั่งหั่นใส้กรอกใส่ปากให้"
ไม่มีใครเข้าใจหัวอกแอร์ฯ - เพื่อความปลอดภัย (เป็นกฎของการบิน) แอร์โฮสเตสต้องเก็บของทุกอย่างเข้าที่ และอยู่สภาพปลอดภัยก่อนเครื่องจะร่อนลงจอด ถ้าเป็นไฟล์ทไกลๆ มีระยะเวลาทำการบินเกินชั่วโมงแอร์โฮสเตสก็จะไม่มีปัญหากับผู้โดยสารเรื่องเร่งให้กินยิกๆ
"ไฟล์ทโดเมสติค (ภายในประเทศ) เวลาที่บินจะสั้นมากประมาณ ๔๕ นาที ตัดเวลาที่เครื่องขึ้นเครื่องลงซึ่งทุกคนต้องนั่งรัดเข็มขัดประจำที่แล้ว เหลือเวลาเสริฟจริงๆ ไม่ถึง ๓๐ นาที ผู้โดยสารตั้งสองสามร้อย แอร์ฯ ไม่ถึง ๑๐ คน เสริฟกันแบบมือเป็นระวิงเลยเพราะมันเต็มไปด้วยการกิน ใจเราก็อยากจะบอก ว่าไม่ต้องกินก็ได้ค่ะ เอากลับไปกินที่บ้านก็ได้ มันแป๊บเดียว เราต้องรีบเก็บทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเครื่องลงอย่างน้อย ๑๕ นาที ผู้โดยสารมักไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเราต้องมาเร่งให้กินขนาดนั้น"
"แถวตะวันออกกลาง เราจะเจอผู้โดยสารที่เป็นแรงงานอพยพซึ่งเขาไม่ได้ขึ้นเครื่องบินบ่อยๆ ก็จะไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์บนเครื่อง บางทีเราต้องยืนอยู่หน้าห้องน้ำดูแลความปลอดภัยด้วย บางคนก็เดินออกมาจากห้องน้ำทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รูดซิบกางเกง ไอ้นั่นยังห้อยโตงเตงก็เดินออกมาอย่างนั้นแหละ" แอร์โฮสเตสของการการบินแถบตะวันออกกลางเล่าประสบการณ์ที่เธอบอกว่าตอนนี้เธอชินซะแล้ว แถมคุยอีกว่า ตอนนี้รับได้หมดไม่ว่าจะเจออะไรพิสดารแค่ไหน
"บางคนไม่เคยใช้โถชักโครก ก็จะฉี่ทับๆ กันเปรอะไปหมด บางคนก็ฉี่ใส่อ่างล้างมือ ถ้าเป็นไฟล์ทจีน ไฟล์ทแขกเราต้องหมั่นไปดูห้องน้ำ ไม่งั้นเจอทองขึ้นมา แอร์ฯนี่แหละที่ต้องจัดการ"
"เขาห้ามสูบบุหรี่บนเครื่อง ก็ยังอุตสาห์แอบไปสูบในห้องน้ำ จนสัญญาณเตือนภัยดัง เราก็ตกใจนึกว่าไฟไหม้ ปรากฏว่าเป็นควันบุหรี่ พอเคาะประตูห้องน้ำ Sir, are you smoke? เขาเดินออกมาทั้งๆที่ยังใส่กางเกงไม่เสร็จ ไอ้นั่นห้อยโตงเตง เห็นกันจะๆ"
"บางคนเราถามไม่พูด แต่เดินเข้ามาหาเรา ยื่นหน้ามา อ้าปาก ห่า ใส่หน้าเราเต็มๆ"
"อยู่ดีๆ ก็โวยวายลั่น ร้องโอ๊กๆๆ ขึ้นมา เอามือกุมคอตัวเองเหมือโดนตัวอะไรกัด เราก็ตกใจวิ่งไปดู ยูเป็นอะไร" - - คุณผู้อ่านเดาออกหรือเปล่าว่าผู้โดยสารคนนี้เป็นอะไร ?
เป๊บซี่กัดคอ มันซ่า ก็ไอไม่รู้ ไม่เคยกินนี่
อนิจจา ชีวิตลูกเรือไทยที่ไปเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินแถบตะวันออกกลางอย่าง สายการบินแอร์มิเรส กัลฟ์แอร์ กาตาร์แอร์ ต้องได้เจอเรื่องแบบนี้กันทุกคน แรกๆ แทบจะไม่เป็นอันทำงานกันทีเดียว แต่ถ้าเข้าใจวัฒนธรรม และธรรมชาติของผู้โดยสารชาติต่างๆ แล้ว แอร์โฮสเตสก็จะเตรียมรับมือง่ายขึ้น ของอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับชั่วโมงบินของแต่ละคนด้วย ว่าจะรู้ใจ รู้ทัน รู้ไต๋ผู้โดยสารแต่ละชาติแค่ไหน
"ถ้าเธอเผยความลับของเธอต่อสายลม เธอก็ไม่ควรติเตียนสายลม ในการที่มันเปิดเผยความลับนั้นต่อแมกไม้" -- คาริล ยิบราน เคยบอกอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแอร์ฯ และสจ๊วตที่ให้ข้อมูลทั้งหลายก็มิควรตำหนิผู้เขียนที่เอาเรื่องที่ท่านเม้าท์ผู้โดยสารมาเปิดเผยแก่ผู้อ่าน แม้ว่ามันจะผิดจรรยาบรรณของแอร์โฮสเตสก็ตาม
ไม่ว่าเที่ยวบินนั้นจะเจอผู้โดยสารแสบขนาดไหน แต่เมื่อมีปัญหาขึ้นมา ก็ต้องยึดหลักความปลอดภัยของผู้โดยสาร ของลูกเรือ และของเครื่องบินเป็นที่ตั้ง
"การไปถึงที่หมายโดยปลอดภัยน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้โดยสารต้องการมากที่สุดไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ว่าคุณขึ้นมาคุณอยากจะกินอะไร อยากจะดื่มอะไร แอร์โฮสเตสต้องรู้ว่าจะบริการและตามใจผู้โดยสารได้แค่ไหน ต้องทำให้เขารู้ว่าเราอยู่เพื่อความปลอดภัยของเขานะ เราไม่ได้เป็นคนใช้ "แอร์โฮสเตสรุ่นใหญ่สายการบินไทยสรุปอย่างหนักแน่น
แต่หากสวัสดิภาพตลอดการเดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความแสบของผู้โดยสารล่ะ จะทำอย่างไร
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (3)
แสดงความคิดเห็น





หน้าจะมีแนวทางการเป็นแอร์ในสายการบินไทยนะค่ะว่ามีอะไรบางอยากให้เพิ่มนะค่ะ

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 เวลา 22:48
โดย : pukpuy
อีเมล์ : puymt_pkt@hotmail.com
เว็บไซต์ :
IP 202.28.47.xxx