สองทีมบิ๊กโฟร์ "ปืนโต-หงส์แดง" สกอร์ออกมาตามคาด 1-1 แม้ปืนโตจะโหมถล่มเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ลูกทีมของ "ราฟา" ก็ยันไว้ได้ แถมบุกไปพังประตูได้อีก 1 ลูกทำให้นัดหน้าที่จะต้องกลับมาเล่นในถิ่นแอนด์ฟิลด์ หงส์แดงเพียงแค่เสมอ 0-0 ก็จะได้เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย ส่วน เชลซี บุกไปเยือน เฟเนอร์บาห์เช่ ถึงตุรกี ซึ่งแม้จะแพ้ 1-2 แต่ก็ได้เปรียบตรงที่ยิงประตูนอกบ้านได้ ทำให้นัดหน้า ทีมสิงโตน้ำเงิน ยังมีลุ้นแซงเข้ารอบ...สำหรับข้อมูลบรรยายเกม ต้องขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ โดยเฉพาะ "เฮียนอส" นอสตราดามุส สุดยอดกูรูกีฬาอีกคนหนึ่งของเมืองไทย และพี่ ๆ น้อง ๆ ทีมงานคิกออฟ ที่ทำให้เราได้ติดตามข่าวกีฬาดี ๆ มาตลอด...ขอบคุณคร๊าบบบบบ

อัพเดท 2 เมษายน 2551
ปืนเซ็ง1-1 อเดบายอร์โขกนำเคาท์ยิงเซฟหงส์
เฟเนอร์ฯช็อกเชลซี แซงเฮ2-1ครึ่งหลัง
ผลฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก
วันพุธที่ 2 เมษายน 2551
อาร์เซนอล 1-1 ลิเวอร์พูล

สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ประตู : 1-0 เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ น.23, 1-1 เดิร์ค เคาท์ น.26 "หงส์แดง" ยังเก๋าเสมอยามเล่นฟุตบอลยุโรป บุกไปยันเสมอ "ปืนใหญ่" ได้ด้วยประสบการณ์ล้วนๆ และพกความได้เปรียบจากอเวย์โกล์เพื่อรอกลับไปเล่นในแอนฟิลด์อีกนัด อาร์เซนอลและลิเวอร์พูล ลงสนามพบกันเป็นนัดแรกในรอบ 3 นัดที่จะต้องเจอกันจนเบื่อในรอบสัปดาห์เดียวทั้งในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายและพรีเมียร์ลีกในสุดสัปดาห์ สำหรับเกมนัดนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ เลือกเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ กองหน้าตัวหลักที่ปืนฝืดในระยะหลังกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังโดนดรอปไปในช่วงสุดสัปดาห์ โดยมีโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เป็นคู่หูในแดนหน้า ด้านลิเวอร์พูลมาในชุดฟูลทีมเต็มสตรีมเพราะได้ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ มายืนปักหลักในแดนกลางคู่กับชาบี้ อลอนโซ่อีกครั้งหลังโดนโทษแบนห้ามลงเล่นในเกมลีกที่ชนะเอฟเวอร์ตันในวันอาทิตย์มา ขณะที่แดนหน้าคู่หูแข้งทองเฟร์นันโด ตอร์เรสจับคู่กับสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดเหมือนเดิม เกมเริ่มต้นมาด้วยความรัดกุมสูสีของทั้งสองทีม โดยในเกมแรกที่แอนฟิลด์นั้นอาร์เซนอลบุกไปไล่ตีเสมอมาได้ในช่วงท้ายเกมโดยรูปเกมเหนือกว่าเยอะ แต่เกมนี้ลิเวอร์พูลมาแพ็กแดนกลางกันได้ค่อนข้างแน่น ทำให้ในช่วง 20 นาทีแรกแทบจะหาจังหวะกันไม่ได้เลยจริงๆ อาร์เซนอลมาทักทายครั้งแรกแบบได้เสียวจากบอลวางลึกของฟลามินี่ ที่จ่ายข้ามหัวแนวรับลิเวอร์พูลให้โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ วิ่งทะลุเข้าไปได้สวยแล้วแต่ใจร้อนไม่เอาบอลลงก่อน เลือกดีดบอลต่อจังหวะแรกทันทีทำให้ลูกข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย แต่กันเนอร์สก็ไม่ต้องรอนานกว่าจะได้ยิงกระสุนดอกสองใส่ เมื่อแนวรับลิเวอร์พูลอ่านเกมกันพลาด ทำให้บอลจ่ายจากริมเส้นของอาร์เซนอลมาถึงฟาน เพอร์ซี่ ที่ยืนไม่มีตัวประกบได้กวาดตัวยิงจากนอกกรอบเขตโทษ เรน่าต้องโชว์ซูเปอร์เซฟล้มตัวปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด ลิเวอร์พูลรอดตัวมา 2 จังหวะติดๆกันแต่ไม่รอดแล้วในจังหวะที่สาม ในลูกเตะมุมจังหวะต่อมาจากการเซฟของเรน่า อาร์เซนอลเล่นบอลสั้น ฟาน เพอร์ซี่ ได้เปิดเข้ากลางมาให้อเดบายอร์ ขึ้นโขกคนเดียวโล่งๆเข้าไปกองก้นตาข่ายให้อาร์เซนอลขึ้นนำ 1-0 ทว่าเจ้าถิ่นก็ดีใจกันได้แค่ 3 นาที ลิเวอร์พูลก็มาไล่ตีเสมอได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องชมความสามารถเฉพาะตัวของเจอร์ราร์ด ที่ลากบอลหลบนักเตะอาร์เซนอล 3 คนเข้าถึงเขตโทษก่อนผ่านเข้ามากลางประตูให้เคาท์ ปรี่เข้าฮอส 3 หลา ให้หงส์แดงกลับมาไล่ตีเสมอได้เป็น 1-1 หลังจากที่ไล่ตีเสมอได้เกมของลิเวอร์พูลก็ดูจะมั่นใจขึ้นมาก สามารถสร้างสรรค์จังหวะทำเกมรุกได้สวยๆหลายครั้ง ซึ่งก็มีจังหวะลากตัดมาจากซ้ายได้ยิงของบาเบิล แต่ก็เบาเกินไป รวมถึงลูกฟรีคิกเจอร์ราร์ด หลอกเปิดให้ตอร์เรสที่ยืนไม่มีตัวประกบ ได้พักอกเอาบอลลงแต่ไม่ยิงเองเลือกจ่ายให้ฮูเปีย โหม่งกดไม่ลงข้ามคานออกไป ด้านอาร์เซนอลมาเริ่มโถมเกมเอาในช่วงปลายครึ่งแรก แต่ก็ทำได้แค่เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาไม่ได้มีจังหวะลุ้นอะไรอย่างจริงจัง ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ไม่มีใครได้เปรียบใคร เข้าสู่ครึ่งหลัง อาร์แซน เวนเกอร์ ทิ้งไพ่ใบแรกโดยส่งธีโอ วัลคอตต์ ลงมาช่วยเกมรุกแทนที่ของฟาน เพอร์ซี่ ที่ดูไม่ฟิตเท่าไหร่ แต่กลับเป็นทางลิเวอร์พูลที่ทักทายในครึ่งหลังได้น่ากลัวว่าเมื่อเจอร์ราร์ด เปิดฟรีคิกริมเส้นเข้ามาที่เสาไกล สเคอร์เทลโขกชงมาให้เคาท์ ได้วอลเลย์ด้วยซ้าย แต่อัลมูเนียยังล้มตัวรับได้อย่างยอดเยี่ยม แต่การลงมาของวัลคอตต์ ก็เป็นการเปลี่ยนการเข้าทำของอาร์เซนอลโดยใช้การเลี้ยงบอลขึ้นไป เองของนักเตะในทีมที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง ซึ่งก็ถือเป็นหมากที่ได้ผลเพราะทำเอาแนวรับและแดนกลางของลิเวอร์พูลออกอาการรวนอยู่พักใหญ่ วัลคอตต์ เกือบเป็นทีเด็ดด้วยเมื่อได้บอลจ่ายทะลุช่องเข้ามาในเขตโทษได้สวยแล้ว และทำได้ดีด้วยในการตบกลับเข้ามาที่เสาไกลผ่านเรน่าที่ออกมาดักบอลพลาด ลูกมาถึงเอบูเอ้ ได้กวาดตัวยิงแต่ก็ติดบล็อกก่อน จากนั้นลูกไม่พ้นอันตราย มาถึงคเล็บ กระชากบอลหลุดเข้าไปในเขตโทษได้สวยแล้ว แต่โดนเคาท์ตามมาดึงล้ม ทว่าผู้ตัดสินไม่เป่าให้จุดโทษทั้งที่เป็นการฟาวล์อย่างชัดเจน ลิเวอร์พูล ตั้งรับอย่างเดียวและเกือบเสียท่าอีกเมื่อ อเดบายอร์ กระดกบอลหลบคาร์ราเกอร์ได้ทางฝั่งซ้าย ก่อนเลือกงัดบอลให้เบนดท์เนอร์ กองหน้าตัวสำรองที่ลงมาเสริมเกมรุกแต่โดนเรน่าชกบอลได้ ลูกถูกเชสก์ซ้ำดาบสองบอลก็มาติดขาเบนด์เนอร์ ที่ยืนเกะกะอีก แต่ลูกนี้ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงเป็นลูกล้ำหน้าไปก่อน ช่วงเวลาที่เหลือทางด้านอาร์เซนอล พยายามงัดทุกตำราเพื่อที่จะเอาชนะให้ได้ แต่ลิเวอร์พูลก็แก้เกมได้ดีโดยเฉพาะที่ราฟา ส่งลูคัส ไลวาลงมาแทนอลอนโซ่ ที่ไล่บี้ในแดนกลางจนหมดแรง ทำให้สามารถยันสกอร์ 1-1 ได้จนหมดเวลา จบเกมเสมอกันไปรอไปล้างตากันอีกครั้งในแอนฟิลด์สัปดาห์หน้า แต่จะต้องเจอกันอีกรอบที่สนามแห่งนี้ในวันเสาร์นี้ก่อนในเกมพรีเมียร์ลีก รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม อาร์เซนอล : มานูเอล อัลมูเนีย, โคโล ตูเร่, วิลเลี่ยม กัลลาส, ฟิลิปป์ เซนเดอรอส, กาแอล กลิชี่, เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ (นิคลาส เบนด์ทเนอร์ น.67) , มาติเยอ ฟลามินี่, ฟรานเชสก์ ฟาเบรกาส, อเล็กซานเดอร์ คเล็บ, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (ธีโอ วัลคอตต์ น.46) ใบเหลือง : - ลิเวอร์พูล : โฆเซ่ มานูเอล เรน่า, เจมี่ คาร์ราเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล, ซามี่ ฮูเปีย, ฟาบิโอ ออเรลิโอ, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, ชาบี้ อลอนโซ่ (ลูคัส ไลวา น.77) , เดิร์ค เคาท์, สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, ไรอัน บาเบิล (ยอสซี่ เบนายูน น.58) , เฟร์นันโด ตอร์เรส (อังเดร โวโรนิน น.86) ใบเหลือง : - ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ วิงค์ (ฮอลแลนด์) เฟเนอร์บาห์เช่ 2-1 เชลซี
สนาม : ซูกรู ซาราโกกลู ประตู : 0-1 เดย์วิด น.13(ทำเข้าประตูตัวเอง),1-1 คาซิม คาซิม น.65,2-1 เดย์วิด น.81 เฟเนอร์บาห์เช่กลับมาโชว์ฟอร์มสุดยอดในครึ่งหลังไล่ยิง 2 ประตูแซงเอาชนะเชลซีไปได้แบบหวุดหวิด 2-1 เริ่มเกมช่วง 5 นาทีแรก ฝ่ายเฟเนอร์บาห์เช่ครองบอลบุกกดดันใส่เชลซีได้ก่อน แต่ก็ยังเจาะประตูไม่เข้า จากนั้นเชลซีเริ่มกลับมาคุมสถานการณ์ได้จนกระทั่งนาที12 โจ โคลโชว์สเต็ปพลิ้วเลื้อยเข้าไปในเขตโทษด้านขวา ก่อนจะหลอกยิงชิพที่ระยะ15หลา แต่โวลคานนายประตูเจ้าถิ่นตะปบมือไว้ได้ แต่อีกเพียงแค่ 1 นาทีต่อมา ฝั่งเชลซีก็สามารถทะลวงประตูขึ้นนำเจ้าถิ่น 1-0 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่มาลูด้าได้บอลจากแลมพาร์ดในเขตโทษด้านซ้าย ก่อนจะกระชากไปถึงเกือบสุดเส้นหลังแล้วตวัดหักเข้ากลางประตู เดย์วิดซึ่งยืนขวางทางบอลอยู่ พยายามเตะสกัดแต่ก็โดนเหลี่ยมไม่ดี บอลพุ่งเรียดเสียบเสาแรกเข้าไปเป็นประตูชนิดที่โวลคานได้แต่ยืนตะลึงตาค้างเท่านั้น จากนั้นเชลซีผ่อนเกมลงมาเล็กน้อยแต่ก็ยังมาได้ลุ้นอีกครั้งในนาที18 เอสเซียงลากบอลลุยขึ้นมา ก่อนจะตะบันเต็มแข้งซ้าย 30 หลา บอลพุ่งดิ่งไปชนคานกระดอนออกหลังไป ทางด้านเจ้าถิ่นก็ยังไม่สามารถแหวกแนวรับของเชลซีได้เหมือนเดิม จึงต้องหันมายิงไกล กอกเช็ค เวเดอร์สันสับไกยิงเต็มเหนี่ยว 22 หลาทางด้านซ้าย แต่บอลก็พุ่งถากเสาสองออกไป นาที 26 อีก4นาทีต่อมา เชลซีน่าจะได้เม็ดที่2เมื่อบัลลัคไหลบอลเข้าช่องให้ดร็อกบาพลิกบอล ก่อนจะกลับตัวยิงด้านขวาในเขตโทษ 12 หลายัดไส้ไปที่เสาแรก ทว่าโวลคานโชว์ซูเปอร์เซฟ ผวาปัดออกข้างเสาไปได้หวุดหวิด จากนั้นเกมมาเป็นของเจ้าถิ่นบ้าง แต่ฝั่งเฟเนอร์บาห์เช่ ที่บุกอยู่เพลินๆก็เกือบจะโดนเกมเคาน์เตอร์แอทแทกของเชลซีเล่นงาน นาที 44 โจ โคลคลายบอลให้บัลลัคแทงบอลยาวขึ้นหน้าจากแดนตัวเอง ดร็อกบาที่วิ่งควบตามบอลไปเกือบจะได้ล่อเป้าเหน่งๆอยู่แล้ว แต่โวลคานอ่านเกมเฉียบขาด พุ่งมาสไลด์ตัดบอลได้ที่หน้ากรอบเขตโทษ จบครึ่งแรก เฟเนอร์บาห์เช่ตามหลังเชลซี 0-1 ออกตัวครึ่งหลัง เจ้าบ้านได้เสียวก่อน เมื่อตูราซี่เปิดจากทางขวาให้อเล็กซ์โขกที่ระยะ6หลา แต่ก็พุ่งถากเสาสองออกไป นาที 50 5 นาทีต่อมา อเล็กซ์บอมบ์ลูกเตะมุมจากด้านซ้าย กองหลังเชลซีโขกสกัดจังหวะแรก แต่บอลก็ยังไปเข้าทางเคซมันที่ตีลังกายิงที่เสาสองระยะ6หลาทันที แต่คูดิชินี่ยังป้องกันไว้ได้ เมื่อโดนเฟเนอร์บาห์เช่ลุยหนัก เชลซีก็ต้องหันมาโงหัวโต้กลับบ้าง นาที 58 บัลลัคกดเต็มเหนี่ยว 22 หลา บอลพุ่งจะเข้าประตูอยู่แล้ว แต่โวลคานยังติดปีกบินเซฟไว้ได้ ก่อนที่เพื่อนจะมาตามเคลียร์ทิ้งอีกที อย่างไรก็ตาม นาที 65 เจ้าถิ่นก็กะซวกประตูตีเจ๊า 1-1 จนได้เมื่อออเรลิโอตักบอลยาวข้ามหัวกองหลังเชลซี ให้คาซิมหลุดกับดักล้ำหน้า ก่อนจะล่อเป้าโล่งๆระยะ15หลา ผ่านมือคูดิชินี่เข้าไปตุงตาข่าย พอได้ประตูตีเจ๊า รูปเกมของเฟเนอร์บาห์เช่ก็ดีขึ้นมาทันตา และก็พลิกขึ้นนำเชลซีจนได้ในนาทีที่ 81 จากจังหวะที่เดย์วิดตั้งป้อมยิงไกลสุดแรงเกิด30หลา คูดิชินี่พยายามบินเต็มเหยียด แต่บอลก็พุ่งเบียดเสาด้านซ้ายเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม เฟเนอร์บาห์เช่แซงนำ 2-1 และทางด้านเดย์วิดก็สามารถแก้ตัวจากที่ทำเข้าประตูตัวเองตั้งแต่ครึ่งแรกได้สำเร็จ ท้ายเกม เชลซีพยายามเดินเครื่องลุย ฝั่งเฟเนอร์บาห์ เช่ก็โต้กลับหนักๆ แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดเจาะตาข่ายกันได้เพิ่ม จบเกมเฟเนอร์บาห์เช่พลิกชนะ 2-1 รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม เฟเนอร์บาห์เช่ : โวลคาน เดมิเรล,ออนเดอร์ ตูราซี่,ดิเอโก้ ลูกาโน่,เอดู,กอกเช็ค เวเดอร์สัน,เคลาดิโอ มาลโดนาโด้,เมห์เม็ต ออเรลิโอ,อูกูร์ โบราล(คาซิม คาซิม น.54),เดย์วิด,อเล็กซ์,มาเตย่า เคซมัน(เซมี่ห์ เซนเติร์ก น.72) ใบเหลือง : - เชลซี : คาร์โล คูดิชินี่,มิกาเอล เอสเซียง,จอห์น เทอร์ รี่,ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่,แอชลี่ย์ โคล,โคล้ด มาเกเลเล่,โจ โคล (นิโกล่าส์ อเนลก้า น.86),แฟรงค์ แลมพาร์ด(จอห์น โอบิ มิเกล น.76),มิชาเอล บัลลัค,ฟลอร็องต์ มาลูด้า,ดิดิเยร์ ดร็อกบา ใบเหลือง : - ผู้ตัดสิน : เคลาส์ โบ บาร์เซ่น (เดนมาร์ก)