ขณะนี้กำลัง LOAD อยู่ กรุณารอสักครู่...
ชุมชนการศึกษา Online ที่มีสมาชิก และ Pageview มากที่สุดในประเทศ
eduzones logo

หมีพู

ฮา ฮา ฮา

respond13 ธันวาคม 2550

น้ำท่วม โรคระบาด และการหายไปของชาวนา บทเรียนเมื่อโลกร้อนมาเยือนไทย

เรื่อง : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า ๒,๕๐๐ คน จาก ๑๓๐ ประเทศ ได้พบข้อสรุปอย่างชัดเจนแล้วว่า สาเหตุของปัญหาโลกร้อนนั้น ร้อยละ ๙๐ มาจากการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไป จนความร้อนจากพื้นโลกไม่สามารถสะท้อนออกนอกโลกได้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศอย่างรุนแรงไปทั่วโลก

ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปริมาณพายุหมุนในทะเลที่ก่อตัวขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่บริเวณชายฝั่งหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากการถูกน้ำทะเลกัดเซาะ

ปีที่ผ่านมา ภาคเหนือและภาคอีสานมีอากาศหนาวจัดกว่าในรอบหลายปี ขณะที่ภาคใต้ก็ถูกพายุคลื่นลมแรงกระหน่ำติดต่อกันหลายลูก และหลายพื้นที่ในภาคกลางต้องจมอยู่ใต้น้ำนานนับเดือน

ยับไม่นับว่าในช่วงหลายปีมานี้ เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน หลายพื้นที่แห้งแล้งอย่างรุนแรง ส่งผลให้ไร่นาในหลายจังหวัดทางภาคอีสานและภาคเหนือประสบปัญหาแล้งจัด พอเข้าสู่ฤดูฝนก็เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม สร้างความเสียหายให้แก่พืชผลทางการเกษตร

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขก็ออกมาเตือนภัยถึงการแพร่ระบาดของโรคชนิดต่างๆ ที่มากับน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไข้เลือดออก มาลาเรีย อหิวาตกโรค โรคฉี่หนู เป็นต้น

ทั้งหมดนี้จะเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนหรือไม่

นักวิชาการอาจไม่กล้าฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ในหลายๆ เรื่อง เพราะการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ยังเป็นเรื่องใหม่และมีข้อมูลไม่เพียงพอ

แต่บางเรื่องอาจจะมีหลักฐานและข้อมูลสนับสนุนมากพอที่จะบอกเราว่า...

ผลกระทบของภาวะโลกร้อน ได้มาเคาะประตูบ้านของเราแล้ว

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์...ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ทั่วโลกปล่อยก๊าซชนิดนี้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศปีละ ๒๔,๐๐๐ ล้านตัน ขณะที่ประเทศไทยปล่อยก๊าซชนิดนี้ปีละ ๑๗๒ ล้านตัน สูงเป็นอันดับต้น ๆ ในกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์ โดยส่วนใหญ่มาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และการขนส่ง ที่ใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง
(ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)

น้ำทะเลท่วมชายฝั่ง

สมมุติว่าวันหนึ่งคุณได้รับจดหมายจากทางราชการว่า บ้านหรือที่ดินของคุณต้องถูกเวนคืนเพื่อตัดถนนหรือสร้างทางด่วนในเร็ววันนี้ เพื่อเห็นแก่ชาติ คุณอาจเสียใจที่ต้องจากบ้านเกิดที่อยู่มานานโดยไม่มีทางเลือก แต่อย่างน้อยคุณจะได้รับเงินค่าชดเชยจากหลวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง-แม้ว่าจะไม่คุ้มค่าก็ตามที เพื่อมาซื้อที่ดินแปลงใหม่พอบรรเทาความเดือดร้อนได้

แต่หากวันดีคืนดี บ้านหรือที่ดินทำกินของคุณต้องจมน้ำอย่างถาวร เพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น สิ่งที่คุณทำได้เพียงประการเดียวคือต้องอพยพหนีน้ำเอาตัวรอด ไปหาที่อยู่ใหม่โดยไม่มีหน่วยราชการใดจ่ายเงินชดเชยให้ แผ่นดินที่กำลังจมน้ำทะเลนั้นกลับกลายมีมูลค่าเป็นศูนย์โดยปริยาย

ทุกวันนี้ชาวบ้านหลายครอบครัวที่อาศัยตามแนวชายฝั่งของอ่าวไทยต้องประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง จนนานเข้าๆ แผ่นดินก็ค่อยๆ จมอยู่ใต้น้ำทะเล บ้านเรือนถูกน้ำท่วมจนหลายครอบครัวต้องอพยพหนีน้ำลึกเข้าไปบนฝั่ง ในบรรดาบ้านเรือนที่เผชิญชะตากรรมดังกล่าวและเดือดร้อนมากที่สุด อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้น นั่นคือ หมู่บ้านขุนสมุทรจีน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

ชาวบ้านขุนสมุทรจีนดูจะเป็นคนกลุ่มแรกๆ ในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยตรง

๑.

เราขับรถออกจากกรุงเทพฯ ลงไปทางใต้ประมาณ ๓๐ กว่ากิโลเมตร จุดหมายคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีถนนตัดผ่าน ต้องใช้เรือเป็นพาหนะติดต่อกับโลกภายนอกเพียงทางเดียว เราจอดรถตรงริมคลองตาเพิ่ม ห่างจากป้อมพระจุลจอมเกล้าของกองทัพเรือที่ตั้งอยู่ตรงปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงไม่กี่ร้อยเมตร

“ไปบ้านขุนสมุทรจีน” เราเอ่ยกับนายท้ายเรือหางยาวคนหนึ่งที่ท่าเรือ

เสียงติดเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เรือหางยาวแหวกกระแสน้ำเป็นทางยาวลัดเลาะไปตามคลอง สองข้างทางเป็นป่าชายเลน แต่หลายแห่งถูกบุกรุกจนกลายสภาพเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ชีวิตตามริมน้ำยังมีให้พบเห็นอยู่ แม่ค้าพายเรือมาขายของหรืออาหารตามบ้านเรือนริมฝั่งน้ำ ชาวบ้านเหวี่ยงแหหาปลาตามธรรมชาติ ตรงอีกฟากฝั่ง นกยางเปียหลายตัวกำลังเดินย่ำจับปูจับหอยตามป่าจากป่าโกงกาง ขณะที่นกกระเต็นตัวหนึ่งยืนนิ่งบนกิ่งไม้ รอเวลาโฉบลงกินเหยื่อที่กำลังแหวกว่ายขึ้นมายังผิวน้ำ

“ช่วงนี้น้ำกำลังขึ้นพอดี ไม่งั้นคงเข้ามาไม่ได้ลึกเพียงนี้หรอก” นายท้ายเรือตะโกนบอกเรา

สี่สิบนาทีผ่านไป เรือลัดเลาะเข้าไปเกือบสุดคลองและมาจอดเทียบท่าแห่งหนึ่ง เราเดินข้ามสะพานไม้ตรงไปยังบ้านไม้ทาสีเหลืองสดของคุณสมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหญิงแกร่งแห่งบ้านขุนสมุทรจีน

บ้านขุนสมุทรจีนเป็นหมู่บ้านเก่าแก่อายุกว่า ๕๐๐ ปี ตั้งอยู่บนแหลมขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ยื่นออกไปในทะเล ในอดีตบริเวณนี้เป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าจากเรือสำเภาจีนที่สำคัญ มีการขุดพบเงินพดด้วง ไห ชามกระเบื้องจำนวนมาก ซึ่งนักโบราณคดีสำรวจพบว่ามีอายุอยู่ในช่วงเดียวกับวัตถุโบราณที่ขุดพบได้ในชุมชนยี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม คือในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือประมาณ ๕๐๐ กว่าปีก่อน อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นชุมชนเก่าแก่ สันนิษฐานกันว่าเป็นชุมชนชาวจีนอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่และมาสร้างบ้านเรือนอยู่ริมทะเล แต่ปัจจุบันทะเลได้กลืนกินแหลมที่ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของบ้านขุนสมุทรจีนไปแล้ว ผู้คนในหมู่บ้านจึงต้องอพยพหนีน้ำลึกเข้าไปในแผ่นดิน

ผู้ใหญ่สมร วัย ๕๐ ปีเศษ พาเราเดินดูบรรดาเศษถ้วยชามกระเบื้องเคลือบโบราณจำนวนมากที่วางจัดแสดงอยู่ภายในบ้าน อีกส่วนหนึ่งยังกองอยู่ในเข่งหลายใบ ทั้งหมดนี้ผู้ใหญ่สมรบอกว่า

“ของเก่าพวกนี้จมน้ำอยู่ในเลนในทรายแถวนี้ พอน้ำลด พวกถ้วยชาม ต่างหู กำไลมือ ก็โผล่ขึ้นมา ชาวบ้านก็ขุดเก็บไปขายกัน ต่อมาพวกเราคิดว่าน่าจะรวบรวมสะสมของที่กระจัดกระจายเหล่านี้ไม่ให้คนภายนอกมาซื้อเอาไปหมด เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าบ้านขุนสมุทรจีนเป็นชุมชนเก่าแก่มีอายุหลายร้อยปีแล้ว จึงเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชนขึ้น”

ไม่มีใครรู้ว่าใต้ทะเลแห่งนี้จะมีหลักฐานทางโบราณคดีอีกมากมายเพียงใด เพราะยังไม่มีหน่วยงานใดสนใจเข้ามาทำการสำรวจอย่างจริงจัง ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง หมู่บ้านขุนสมุทรจีนกลับเป็นที่รู้จักของคนภายนอก จากข่าวหมู่บ้านจมทะเล

“เดี๋ยวไปเจอกันที่วัดนะ” ผู้ใหญ่สมรให้ลูกชายนำทางเราไปล่วงหน้า จากบ้านผู้ใหญ่เราเดินผ่านศาลเจ้าทาสีแดงที่อยู่ติดกันนั้น มองเข้าไปภายในมีรูปปั้นโบราณปิดด้วยทองคำเปลวจนเต็มองค์ ชาวบ้านเรียกกันว่า ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในหมู่บ้านมาช้านาน คนเก่าคนแก่เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนมีรูปปั้นคนขนาดเล็กลอยน้ำมาติดอวนแถวนี้ พอชาวประมงแกะออกจากอวนแล้วโยนกลับลงไปในทะเล รูปปั้นก็ยังลอยมาติดอวนอีกหลายครั้ง ชาวบ้านจึงเชื่อว่ารูปปั้นนี้ตั้งใจจะมาอยู่ที่นี่ จึงนำขึ้นมาประดิษฐานและปลูกเป็นศาลเจ้า จนกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านมาถึงปัจจุบัน ในเดือนมกราคมของทุกปีจะมีการจัดงานเทศกาลไหว้ศาลเจ้า และงานนี้เองได้กลายเป็นงานรวมญาติพี่น้องของคนในหมู่บ้านที่อพยพหนีน้ำท่วมไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่

จากศาลเจ้าเราเดินไปตามแนวคันดิน สองข้างทางเป็นนากุ้งเก่าที่แปรสภาพเป็นฟาร์มเลี้ยงหอยแครง ลัดเลาะไปตามสะพานไม้ผ่านป่าโกงกาง เห็นปลาตีนผุดโผล่ขึ้นจากรูตามหาดโคลน จนมาถึงวัดแห่งหนึ่งซึ่งล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเล วัดแห่งนี้เคยปรากฏเป็นข่าวใหญ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยตัวโบสถ์ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ ทำให้พระและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการที่น้ำทะเลท่วมแผ่นดิน

วัดอายุเก่าแก่นับร้อยปี ชื่อวัดขุนสมุทราวาส เดิมเป็นสำนักสงฆ์มาก่อนที่จะได้รับการยกฐานะเป็นวัด สภาพภายนอกก็ดูเหมือนวัดทั่วๆ ไป จะต่างก็ตรงที่โบสถ์บางส่วนนั้นจมอยู่ใต้ทะเล จนชาวบ้านต้องช่วยกันยกพื้นไม้ของโบสถ์สูงขึ้นมาเพื่อหนีน้ำ ในอดีตวัดแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางถึง ๗๖ ไร่ แต่ปัจจุบันถูกน้ำท่วมหมด คงเหลือพื้นที่ประมาณ ๕-๖ ไร่ ประกอบด้วยโบสถ์ ๑ หลัง ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง กุฏิขนาดเล็ก ๓ หลัง และมีพระจำพรรษา ๕ รูป

วัดขุนสมุทราวาสเป็นสิ่งก่อสร้างเพียงแห่งเดียวที่เหลืออยู่ และยังเป็นอนุสรณ์ยืนยันว่าบริเวณนี้เคยเป็นแผ่นดินมาก่อนจะถูกน้ำทะเลท่วมจมหายไป

“สมัยก่อนวัดแห่งนี้ไม่ได้อยู่ติดทะเล ถ้าคุณหันหน้าออกทะเล วัดจะอยู่ด้านใน คือจากทะเลเข้ามาเป็นหมู่บ้านซึ่งอยู่กันเป็นชุมชนใหญ่ ถัดจากหมู่บ้านเข้ามาก็คือวัด พอน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนก็อพยพบ้านเรือนหนีน้ำลึกเข้ามาจนเหลือแต่วัดแห่งเดียวตั้งอยู่กลางทะเล” ผู้ใหญ่สมรที่ตามมาสมทบภายหลังเล่าให้ฟัง

ไกลออกไปยังมองเห็นเสาไฟฟ้าหลายสิบต้นยืนเป็นแนวโด่เด่กลางทะเล ผู้ใหญ่สมรเล่าว่าตรงนั้นเคยเป็นถนนมาก่อน ขณะที่ด้านขวามือยังมีซากของแท็งก์ปูนเก็บน้ำฝนของโรงเรียนบ้านขุนสมุทรจีน ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่า บริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของโรงเรียนมาก่อนจะอพยพโยกย้ายไปเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ส่วนหลักฐานที่พอจะยืนยันได้ว่าบริเวณไหนเคยเป็นหมู่บ้านมาก่อนนั้นได้จมน้ำไปหมดแล้ว

“ทะเลบริเวณที่ไกลออกไปจากชายฝั่ง ๑ กิโลเมตรนั้นคือบ้านเก่าของพวกเราเมื่อ ๓๐ ปีก่อน เดี๋ยวนี้จมน้ำไปหมดแล้ว ตลอดชีวิตของดิฉันต้องอพยพหนีน้ำท่วมมาถึง ๓ ครั้ง หนีแล้วหนีอีก” ผู้ใหญ่สมรชี้ไปยังท้องทะเลอันเวิ้งว้าง แล้วหยิบจดหมายร้องทุกข์ถึงนายกรัฐมนตรีให้เราดู มีข้อความว่า

ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๙
๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๗<

เรียน ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

เนื่องด้วยพื้นที่หมู่ที่ ๘, ๙, ๑๐ และ ๑๑ ตำบลแหลมฟ้าผ่า (บ้านขุนสมุทรจีน) อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ต้องประสบปัญหาการพังทลายของชายฝั่งทะเลบริเวณด้านอ่าวไทยมาเป็นเวลาร่วม ๒๐ ปี ทำให้ในปัจจุบันพื้นที่กว่า ๑,๐๐๐ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับพักอาศัยของชาวบ้านในพื้นที่ รวมไปถึงพื้นที่ป่าชายเลน ต้องจมหายไปกับน้ำทะเลที่ซัดบริเวณชายฝั่ง ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่มากกว่า ๒๐๐ ครอบครัวไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องออกจากพื้นที่ไปเช่าและอาศัยบ้านญาติอยู่ภายนอกชุมชน ที่หนักกว่านั้นคงจะเป็นพื้นที่ที่เหลือในปัจจุบันกำลังจะพังทลายหายไปด้วย โดยในพื้นที่หมู่ ๙ ตำบลแหลมฟ้าผ่า มีเนื้อที่เหลือไม่ถึง ๑๐ ตารางกิโลเมตร หากภาครัฐไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ไม่นานก็คงไม่มีพื้นที่เหลือให้กับลูกหลานได้พักอาศัยอีก และหากปล่อยให้มีการพังทลายของชายฝั่งเป็นไปอย่างในปัจจุบัน จะทำให้พื้นที่ส่วนอื่นได้รับความเสียหายและจะแก้ไขได้ยากและใช้งบประมาณที่จะแก้ไขมากกว่าในปัจจุบัน

ข้าพเจ้าซึ่งเป็นตัวแทนของชาวบ้านทั้ง ๔ บ้าน ใคร่ขอความช่วยเหลือจากท่านนายกรัฐมนตรี เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรท้องถิ่นและชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา แต่ไม่สามารถบรรเทาความเสียหายได้เลย

จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดพิจารณา
นางสมร เข่งสมุทร
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๙ ตำบลแหลมฟ้าผ่า

“ทางสำนักนายกฯ เขาก็ตอบจดหมายกลับมาบอกว่า ได้ส่งเรื่องให้ทางจังหวัดสมุทรปราการและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมาดูแล จนบัดนี้ผ่านไป ๒ ปีแล้ว ยังไม่มีอะไรคืบหน้า” ผู้ใหญ่สมรบอกเราระหว่างนำทางไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสภายในโบสถ์

พระอธิการสมนึก อติปัญโญ เจ้าอาวาสวัดขุนสมุทราวาสซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้ ๖ พรรษาแล้ว เล่าให้เราฟังว่า “เมื่อก่อนเป็นวัดร้างไม่มีพระอยู่ เพราะตั้งแต่เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน น้ำทะเลเริ่มเอ่อสูงจนท่วมฝั่งขึ้นมาเรื่อยๆ คลื่นลมก็แรงมาก พระที่อยู่แถวนี้ลำบากมากจึงพากันหนีไปจำวัดที่อื่นกันหมด จนกระทั่งอาตมาได้มาจำพรรษาที่นี่ หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอก็ขอร้องให้ช่วยเป็นเจ้าอาวาสดูแลวัด อาตมาต้องทำหลายอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้โบสถ์พัง ได้อาศัยญาติโยมมาช่วยลงหินทำเป็นแนวเขื่อนสูง ๒ เมตรป้องกันคลื่นลมได้ชั่วคราว แต่พอเจอคลื่นแรงๆ แนวหินก็พังลงมาอีก”

หลายปีก่อนการไฟฟ้านครหลวงได้มาทอดกฐินที่วัดขุนสมุทราวาส และมีการปักเสาไฟฟ้าเป็นแนวเขื่อนตลอดบริเวณหน้าวัดเพื่อป้องกันคลื่นลม แต่ชาวบ้านรู้ดีว่าคงป้องกันคลื่นจากทะเลที่ซัดเข้ามาได้ไม่นานนัก จนบัดนี้แม้เวลาจะล่วงเลยมา ๑๐ กว่าปีแล้ว ความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการก็ยังเดินทางมาไม่ถึงสักที

“เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านอยู่กันเป็นชุมชนหนาแน่น พอน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็พากันอพยพครอบครัวหนีน้ำไปปลูกบ้านลึกเข้าไปข้างใน เหลือแต่วัดแห่งนี้ที่ยังทนสู้คลื่นลมอยู่ต่อไป แต่ทุกปีน้ำก็ท่วมขึ้นมาเรื่อยๆ ตัวโบสถ์ต้องยกพื้นไม้สูงเมตรกว่าทีเดียว บางเดือนมีพายุคลื่นลมแรงๆ สูง ๒-๓ เมตรซัดน้ำทะเลกระแทกผนังโบสถ์เข้ามาข้างในเหมือนกัน เขื่อนด้านนอกบางทีก็เอาไม่อยู่” พระอธิการสมนึกชี้ให้ดูรอยคราบตรงซุ้มหน้าต่างบอกระดับน้ำที่ซัดเข้ามา

“วัดขุนสมุทราวาสเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนบ้านขุนสมุทรจีนที่เป็นชาวพุทธทุกคนมาช้านาน ทุกวันนี้ชาวบ้านพยายามช่วยกันรักษาวัดแห่งนี้อย่างถึงที่สุด เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าทะเลบริเวณนี้เคยมีชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนอยู่ และได้พังทลายลงไปขนาดไหน ที่ผ่านมาชาวบ้านทำบุญทอดผ้าป่าทอดกฐิน นำเงินมาช่วยวัดตลอด ไม่ว่าจะทำสะพาน สร้างกุฏิ เมื่อปีกลายท่านรองนายกฯ กร ทัพพะรังสี มาทอดผ้าป่าที่วัด ก็ได้เงินมาช่วยบำรุงสร้างกุฏิ คนภายนอกที่รู้ข่าวก็เข้ามาช่วยบ้าง มาทำเขื่อนดินหรือเขื่อนหินป้องกันแรงคลื่น แต่ก็ป้องกันได้ชั่วคราว พอคลื่นซัดหนักเข้าๆ เขื่อนก็พังหมด บางทีเอาไม้รวกมาปักเป็นแนว แต่อยู่ได้แค่ปีสองปีไม้ก็ผุพังหมด”

วันนี้ที่วัดมีงานศพ ไม่เงียบเหงาเหมือนวันธรรมดา ชาวบ้านมาช่วยงานกันหลายคน

“อย่าเพิ่งรีบกลับนะ เดี๋ยวพระฉันเพลแล้วมากินข้าวกินปลากัน” ป้ามาลี วัย ๕๒ ปี ชาวบ้านคนหนึ่งส่งเสียงทักทาย เราตอบรับคำอย่างยินดี

“ตั้งแต่ฉันแต่งงานเมื่อตอนอายุ ๒๐ หลังจากนั้นก็ย้ายบ้านหนีน้ำท่วมมาตลอด ฉันปลูกบ้านมา ๔ หลังแล้ว โดนน้ำทะเลซัดพังหมด แต่ก่อนบ้านฉันอยู่ในทะเลไกลลิบๆ โน่น” ระหว่างชี้ไปยังท้องทะเลอันเวิ้งว้าง ป้ามาลีก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ “พวกเราร้องเรียนไปหลายครั้งแล้ว แต่เรื่องก็เงียบ ต้องให้นายกฯ ลงมาดูด้วยตาตนเองว่าชาวบ้านเดือดร้อนกันอย่างไร ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง แต่ไม่มีใครสนใจ”

กัดเซาะชายฝั่งทะเล
ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งทะเลทั้งสิ้น ๒,๖๖๗ กิโลเมตร แต่บริเวณที่ประสบปัญหารุนแรง คือชายฝั่งทะเลจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ซึ่งมีการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า ๒๕ เมตรต่อปี โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการ มีการกัดเซาะจมน้ำไปแล้ว ๑๑,๑๐๔ ไร่
แนวเขื่อนป้องกันแรงกระแทกของคลื่นตลอดหน้าวัดขุนสมุทราวาส
แสดงให้เห็นความพยายามของชาวบ้าน
เพื่อจะรักษาชายฝั่งที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาเรื่อยๆ
จนบัดนี้ผ่านมา ๑๐ กว่าปีแล้ว ความช่วยเหลือจากทางการก็ยังเดินทางมาไม่ถึง
ริมสุดด้านซ้ายคือเสาไฟฟ้าโผล่ให้เห็นโด่เด่อยู่กลางทะเล
เป็นหลักฐานยืนยันว่าทะเลตรงนั้นเคยเป็นถนนมาก่อน
(ภาพ : สกล เกษมพันธุ์)
หลักเขตกรุงเทพมหานคร หลักเขตที่ ๒๘
เดิมเป็นหลักเขตกั้นระหว่างเขตบางขุนเทียน
กับอ่าวไทย บริเวณนี้เคยเป็นแผ่นดินมาก่อน
ปัจจุบันถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนเหลือแต่หลักเขต
ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง ๘๐๐ เมตร (ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์)

๒.

หลังจากอิ่มแปล้กับมื้ออาหารเที่ยงด้วยรสมือของแม่ครัวลูกน้ำเค็ม ผู้ใหญ่สมรก็เล่าให้เราฟังว่า เดิมชาวขุนสมุทรจีนประกอบอาชีพทำประมงชายฝั่งกันทุกคน และดูจะเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะเมื่อชายฝั่งพังทลาย ชุมชนก็ล่มสลายลงไปตามกัน

“แต่ก่อนทั้งกุ้งหอยปูปลามีเยอะมาก เราก็เลือกเอาเฉพาะตัวใหญ่ๆ มากิน ที่เหลือจึงเอาไปขายนอกหมู่บ้าน ครอบครัวมีความสุขอยู่กันพร้อมหน้า แต่หลังจากที่มีการพังทลายของชายฝั่ง สัตว์ทะเลเหล่านี้ก็ค่อยๆ หายไป ชาวบ้านก็ค่อยๆ เปลี่ยนอาชีพออกไปรับจ้างทำงานในโรงงานนอกหมู่บ้านกันมากขึ้น ตอนนี้ในหมู่บ้านจึงเหลือแต่เด็กและคนชรา พ่อแม่ลูกไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเหมือนเคย เรียกได้ว่าครอบครัวเริ่มล่มสลายก็เห็นจะไม่ผิด

“หลายปีมานี้ชาวบ้านพยายามปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเล โดยเฉพาะตลอดแนวหน้าวัด แต่คลื่นทะเลรุนแรงมาก บางครั้งก็กวาดเอาต้นโกงกางต้นแสมใหญ่ๆ ล้มระเนระนาด ป่าชายเลนแถวนี้ยังเอาไม่อยู่”
..........................................................................................................
“เราพบว่าบ้านขุนสมุทรจีนเป็นตัวอย่างของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างรุนแรง”

คือคำกล่าวของนักวิชาการคนหนึ่งที่เดินทางมาบ้านขุนสมุทรจีนเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว เพื่อศึกษาปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างจริงจัง

ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ด้านธรณีวิทยาแห่งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ทำการศึกษาพบว่า บริเวณบ้านขุนสมุทรจีนเป็นจุดที่มีการกัดเซาะรุนแรงมากที่สุดในประเทศไทย แนวชายฝั่งทะเลปัจจุบันได้ถอยร่นจากการกัดเซาะลึกเข้าไปถึง ๑ กิโลเมตร ภายในช่วงเวลา ๒๘ ปี

“ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งทะเลทั้งสิ้น ๒,๖๖๗ กิโลเมตร ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเกิดขึ้นทุกจังหวัดตลอดทั้งชายฝั่งด้านอ่าวไทยและด้านทะเลอันดามัน แต่จะมีปัญหารุนแรงบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกงจนถึงปากแม่น้ำแม่กลอง มีการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า ๒๕ เมตรต่อปี

“เฉพาะจังหวัดสมุทรปราการที่มีแนวชายฝั่งทะเลยาวทั้งสิ้น ๔๕ กิโลเมตร มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงที่สุด ในช่วงเกือบ ๔๐ ปีที่ผ่านมา พื้นดินถูกกัดเซาะจมน้ำหายไป ๑๑,๑๐๔ ไร่ และถ้าไม่มีการจัดการใดๆ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าแผ่นดินจะจมน้ำอีก ๓ หมื่นกว่าไร่” ดร. ธนวัฒน์กล่าวไว้ในรายงานการศึกษา

“การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่มีบริเวณติดต่อกับทะเล โดยเฉพาะในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องนี้กันมาก ในเมืองไทยเราพบว่าสาเหตุหลักของการกัดเซาะชายฝั่งทะเลคือ ความรุนแรงของคลื่นลมในทะเล ซึ่งเป็นตัวพัดพาตะกอนโคลนหรือทรายออกไป ทำให้ชายฝั่งถูกทำลาย” ดร. ธนวัฒน์อธิบายในภาพกว้าง และยังบอกอีกว่า ความรุนแรงของคลื่นขึ้นอยู่กับทิศทางและความเร็วของลมประจำถิ่นและลมพายุจรเป็นหลัก

โดยปรกติลมประจำถิ่นในทะเลที่มีผลต่อการกัดเซาะชายฝั่งของไทยมี ๒ ชนิด ชนิดแรกคือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดมาจากตอนบนของประเทศตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ นำความหนาวเย็นเข้าสู่ประเทศไทย และพัดผ่านอ่าวไทย ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออก อีกชนิดคือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดจากทะเลอันดามันตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม นำความชุ่มชื้นเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกชุกในภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ ลมชนิดนี้มีผลต่อการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งรวมถึงบ้านขุนสมุทรจีนด้วย

ในขณะที่ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากลมอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าลมพายุจร หรือพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งเมื่อเคลื่อนตัวผ่านเข้ามามักก่อความเสียหายอย่างรุนแรงและส่งผลต่อการกัดเซาะชายฝั่งเป็นอย่างมาก ลมพายุชนิดนี้หากมีจุดกำเนิดในทะเลจีนใต้เรียกว่าพายุไต้ฝุ่น หากเกิดในมหาสมุทรอินเดียเรียกว่าพายุไซโคลน และหากเกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเรียกว่าพายุเฮอริเคน

“ลมประจำถิ่นจะพัดสม่ำเสมอแต่ไม่รุนแรงมาก ในอ่าวไทยทำให้เกิดคลื่นสูงประมาณ ๑ เมตร อย่างมากสูงไม่เกิน ๓ เมตร แต่หากเป็นลมพายุจร เช่นไต้ฝุ่นเกย์หรือพายุลินดาที่พัดเข้ามาจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง พวกนี้คลื่นลมสูงประมาณ ๑๐ กว่าเมตรขึ้นไป อย่างไต้ฝุ่นที่พัดถล่มแหลมตะลุมพุกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ สูงถึง ๑๒ เมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบพันคน และทำให้ชายฝั่งบริเวณนั้นเสียหายมาก”

ดร. ธนวัฒน์เล่าถึงสาเหตุสำคัญอีกประการของการกัดเซาะชายฝั่งซึ่งไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ นั่นคือปัญหาป่าชายเลนถูกทำลาย

“บริเวณอ่าวไทยตอนบนเคยมีป่าชายเลนอยู่หนาแน่นมาก ถือว่าเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ ช่วยรักษาชายฝั่งไม่ให้ถูกกัดเซาะจากคลื่นทะเล เนื่องจากบริเวณที่เป็นป่าชายเลนจะประกอบด้วยชั้นโคลนเลนหนาแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้างและมีความลาดชันของพื้นที่ท้องทะเลต่ำ สภาพแบบนี้จึงช่วยลดความสูงของคลื่นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งลงได้มาก และแม้จะมีคลื่นบางส่วนเข้าไปถึงแนวชายฝั่งได้ แต่ระบบรากไม้ป่าชายเลนจะช่วยยึดโคลนเลนที่ฟุ้งกระจายให้คงอยู่ในบริเวณชายฝั่ง ไม่ให้น้ำทะเลพัดพาออกไป

“ชายฝั่งบางแห่งเคยเป็นป่าชายเลนตลอดแนวยาวถึง ๑๐ กิโลเมตร จึงช่วยลดความรุนแรงของคลื่นลมได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันถูกบุกรุกเปลี่ยนเป็นนากุ้งหมด ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มีรายงานว่า หลังปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมา ความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่งหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มปรากฏมากขึ้น อันเป็นช่วงที่เกิดการทำลายป่าชายเลนทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนเป็นนากุ้ง”

กรณีมหันตภัยสึนามิเมื่อปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า ๒ แสนคนนั้น นักวิทยาศาสตร์พบว่าบริเวณชายฝั่งที่มีสภาพเป็นป่าชายเลน สามารถบรรเทาความรุนแรงของคลื่นสึนามิได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี ยังมีสาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งอีกประการหนึ่งที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก สาเหตุที่ว่านั้น ดร. ธนวัฒน์เฉลยว่า เป็นเพราะปริมาณตะกอนปากแม่น้ำลดลงอันเนื่องจากการสร้างเขื่อนกั้นบริเวณต้นน้ำ

“โดยธรรมชาติแม่น้ำทุกสายจะมีการพัดพาเอาตะกอนจากต้นน้ำมาตกทับถมเป็นสันดอนบริเวณปากแม่น้ำจำนวนมาก เมื่อคลื่นพัดผ่านสันดอนนี้ก็จะพาเอาตะกอนไปด้วย แต่ในช่วงหลังต้นน้ำทุกสายมีการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ทำให้ตะกอนบริเวณชายฝั่งมีปริมาณน้อยลง เมื่อคลื่นพัดผ่านมาก็จะเซาะดินบริเวณชายฝั่งออกไป”

จากรายงานการศึกษาของ JICA (๒๐๐๐) พบว่า การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในบริเวณต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ และ ๒๕๑๕ ทำให้ปริมาณตะกอนในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลง กล่าวคือปริมาณตะกอนจาก ๒๕ ล้านตันต่อปีก่อนการสร้างเขื่อน เหลือเพียง ๖.๖ ล้านตันต่อปีหลังการสร้างเขื่อน กล่าวได้ว่าปริมาณตะกอนลดลงถึง ๑๘ ล้านตันต่อปี หรือประมาณ ๗๕ %

ประกอบกับข้อมูลของการท่าเรือแห่งประเทศไทยพบว่า ผลจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้น้ำทะเลรุกหนุนสูงขึ้นจนถึงบริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำ ๒๘ กิโลเมตร

“ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบริเวณบ้านขุนสมุทรจีนที่อยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นผลโดยตรงจากการได้รับผลกระทบจากปัญหาตะกอนในแม่น้ำที่ลดลง” ดร. ธนวัฒน์กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ ปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินจากการขุดน้ำบาดาลก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง โดยการศึกษาของ ดร. ธนวัฒน์ยังพบว่า แผ่นดินทรุดมีผลกระทบต่ออัตราการกัดเซาะชายฝั่งทะเล

“เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีการขุดน้ำบาดาลมาใช้อย่างรุนแรง ทำให้แผ่นดินทรุดลงปีละมากกว่า ๑๐ เซนติเมตร จนมาช่วงหลังเมื่อทางการออกกฎหมายควบคุมการใช้น้ำบาดาล ทำให้อัตราการทรุดตัวของแผ่นดินลดลงเหลือปีละ ๓-๕ เซนติเมตร

“ก่อนจะมีกฎหมายควบคุมการใช้น้ำบาดาล เราพบพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนถูกกัดเซาะมาก แต่พอมีการควบคุมการใช้น้ำบาดาล แผ่นดินทรุดน้อยลง พื้นที่การกัดเซาะก็ลดลงเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ต้นเหตุแห่งการกัดเซาะชายฝั่งที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ภัยคุกคามอย่างใหม่ที่กำลังเป็นปัญหาหลักและยังเป็นสาเหตุสำคัญของการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคตก็คือ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกจากสาเหตุที่โลกร้อนขึ้น

แน่นอน นี่คือผลจากภาวะโลกร้อนที่เรากำลังจะเผชิญในอนาคตอันใกล้

ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ๑.๑-๖.๔ องศาเซลเซียส ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ ๐.๓-๑.๑ เมตร และทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลต้องจมน้ำไปตลอด โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบน รวมถึงกรุงเทพมหานคร จะถูกน้ำท่วมลึกเข้ามาไม่น้อยกว่า ๖-๘ กิโลเมตร
โบสถ์วัดขุนสมุทราวาส จังหวัดสมุทรปราการ
ซึ่งเคยอยู่ห่างจากฝั่งทะเล ๑ กิโลเมตร
ปัจจุบันพื้นที่โบสถ์บางส่วนกำลังจมน้ำทะเล (ภาพ : วัดขุนสมุทราวาส)

๓.

“คุณเห็นป้อมพระจุลฯ ไหม ตอนนี้ตัวป้อมบางส่วนถูกน้ำทะเลรุกเข้าไปแล้ว ผมคำนวณว่าไม่เกิน ๓๕ ปี ป้อมพระจุลฯ ต้องถูกน้ำเซาะจนพังแน่นอน”

ดร. ธนวัฒน์พาเราเดินสำรวจป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ ที่อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านขุนสมุทรจีนเท่าไรนัก พร้อมทั้งอธิบายว่า

“ในอนาคตต้องยอมรับว่าสาเหตุสำคัญของการกัดเซาะชายฝั่งจะมาจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาแบบจำลอง โดยยึดระดับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน พบว่าอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นระหว่าง ๐.๓-๑.๑ เมตร”

นักวิทยาศาสตร์พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษที่ ๒๐ เพิ่มสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาประมาณ ๑ องศาเซลเซียส และในอนาคตอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า อาจจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ ๑.๑-๖.๔ องศาเซลเซียส

เมื่อโลกร้อนขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลมีปริมาณเพิ่มขึ้นอันเนื่องจากน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและทวีปแอนตาร์กติกาได้ละลายลงสู่มหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกซึ่งวัดได้จากสถานีวัดระดับน้ำทะเลในทวีปต่างๆ มีการเพิ่มสูงขึ้น ๑๒-๑๕ เซนติเมตรในช่วงศตวรรษนี้

ผลจากภาวะโลกร้อนนอกจากจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ความรุนแรงของพายุก็จะมีมากขึ้น ดังที่ ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ให้เห็นว่า

“ปีที่ผ่านมาจำนวนพายุที่พัดเข้ามาในทะเลจีนใต้มากผิดปรกติ คือมีพายุเกือบ ๒๐ ลูก เยอะที่สุดในรอบ ๒๐ ปี ปีนี้ที่ภาคใต้โดนลมแรงทั้งจากลมมรสุมและลมพายุหลงข้ามปี เดือนมกราคมปีนี้ยังมีพายุหลงเข้านราธิวาสอยู่เลย คือพายุเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น เวลาพายุเข้ามามันจะดันมวลอากาศเย็นขึ้นเหนือ พอพายุอ่อนแรงมวลอากาศเย็นก็จะเด้งกลับลงมาเป็นช่วงๆ เหมือนกับสปริง ทำให้เกิดอากาศหนาวปกคลุมประเทศไทย นี่คือสาเหตุหนึ่งว่าทำไมฤดูหนาวที่ผ่านมา อากาศจึงหนาวมากและมีหลายระลอก

“ภาวะโลกร้อนจะทำให้แผ่นดินร้อนขึ้น ทำให้ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของแผ่นดินกับทะเลมากขึ้น คือขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลประมาณ ๒๕-๒๖ องศาเซลเซียส แต่พื้นดินจะมีอุณหภูมิ ๓๕-๓๖ องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น แตกต่างกันราว ๑๐ องศาหรือมากกว่า ยิ่งร้อนจัดลมมรสุมก็จะยิ่งแรง โดยเฉพาะชายฝั่งอันดามันเพราะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดแรงขึ้น”

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เรากลับไปที่บ้านขุนสมุทรจีนอีกครั้งเมื่อมีการก่อสร้างอาคารสลายกำลังคลื่น หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ขุนสมุทรจีน49A2” ซึ่งทางชาวบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้ร่วมแรงร่วมใจกันเตรียมการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจัดทำ “โครงการศึกษาบูรณาการเชิงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรปราการ”

ดร. ธนวัฒน์ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ อธิบายว่า “ขุนสมุทรจีน49A2” เป็นแนวป้องกันคลื่นทะเลตลอดความยาว ๒๕๐ เมตร โดยใช้เสาคอนกรีตรูปทรงสามเหลี่ยมยึดเป็นแถว มี ๓ แถว สูง ๖-๑๐ เมตร วางเป็นแนวสลับฟันปลาเพื่อช่วยลดความแรงของคลื่นที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ตะกอนตกหลังแนวกันคลื่น พอขึ้นปีที่ ๒ อาจนำเอาตะกอนดินมาเติมหน้าแนวป้องกันคลื่น และในอนาคตเมื่อชายฝั่งเริ่มตื้นเขิน เราเตรียมต้นกล้าเพื่อปลูกป่าชายเลนยึดผิวดิน เชื่อว่า “ขุนสมุทรจีน49A2” น่าจะป้องกันการกัดเซาะได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

“ที่ผ่านมาในต่างประเทศประสบความสำเร็จในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นหาดทราย แต่สำหรับชายฝั่งที่บ้านขุนสมุทรจีนมีสภาพเป็นดินเลน ดังนั้นโครงการนี้จึงถือเป็นการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นหาดเลนครั้งแรกของโลก หากทำได้สำเร็จจะเป็นต้นแบบสำหรับการทำแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบริเวณอื่นๆ ต่อไป”

ในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามันประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นพื้นที่ ๑๑๓,๐๔๒ ไร่ และในอนาคตหากไม่มีการเตรียมการป้องกันหรือมีมาตรการรองรับปัญหานี้แล้ว

“พื้นที่บางแห่งด้านฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบ้านขุนสมุทรจีนจะมีอัตราการกัดเซาะสูงสุดคือมากกว่าปีละ ๒๕ เมตร และในอนาคตอาจเกิดการกัดเซาะมากถึงปีละ ๖๕ เมตร อีกประมาณ ๒๐ ปีข้างหน้า แผ่นดินชายฝั่งทะเลแถวบ้านขุนสมุทรจีนจะหายลึกเข้าไปประมาณ ๑.๓ กิโลเมตร และอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าแผ่นดินจะหายลึกเข้าไปเกือบ ๘.๕ กิโลเมตร

“แน่นอนว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลจะต้องจมน้ำไปตลอด โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบน รวมถึงกรุงเทพฯ จะถูกน้ำทะเลรุกท่วมลึกเข้ามาไม่น้อยกว่า ๖-๘ กิโลเมตร”

สิ่งที่ ดร. ธนวัฒน์วิเคราะห์ให้ฟังนั้น ชวนให้ผมนึกถึงคำที่ผู้ใหญ่สมรทิ้งท้ายกับเราก่อนจากมาว่า

“ทะเลไม่ได้กลืนเอาเฉพาะแผ่นดิน ต้นไม้ หรือสิ่งก่อสร้างไปเท่านั้น แต่มันยังกลืนกินวัฒนธรรมความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของชุมชนขุนสมุทรจีนที่ดำรงอยู่มาช้านานไปด้วย... บ้านขุนสมุทรจีนเปรียบเสมือนปราการด่านแรกที่จะป้องกันผืนแผ่นดินไม่ให้จมน้ำ หากวันหนึ่งที่นี่อยู่ไม่ได้ แล้วกรุงเทพฯ หรือสมุทรปราการจะอยู่ได้หรือไม่”

ไข้สมองอักเสบกับค้างคาวแม่ไก่

โรคระบาด
เมื่ออุณหภูมิของโลกอบอุ่นขึ้น ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคและแมลงที่เป็นพาหะนำโรคชนิดต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ ประชากรยุงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะวงจรการฟักตัวหดสั้นลง ทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรียมากขึ้น จากสถิติปี ๒๕๔๘ คนไทยป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ๔ หมื่นกว่าคน รวมถึงผู้ป่วยด้วยโรคฉี่หนูที่เกิดจากภาวะน้ำท่วมขังก็มีปริมาณเพิ่มขึ้น
ในประเทศไทยมีการพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่
ซึ่งก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบ เชื้อโรคชนิดนี้พบครั้งแรกในโลกที่ประเทศมาเลเซีย
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ นักวิทยาศาสตร์สืบเสาะจนพบว่าไวรัสนิปาห์
อาศัยอยู่ในค้างคาวที่บินหนีไฟป่ามาจากอินโดนีเซีย
(ภาพ : สกล เกษมพันธุ์) (ภาพ : สกล เกษมพันธุ์ )

๑.

ธันวาคม ๒๕๔๙ ในห้องแล็บของศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดร. สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี นักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์ฯ กำลังใช้เวลาตรวจสอบตัวอย่างฉี่ของค้างคาวแม่ไก่ ค้างคาวกินผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่เก็บได้จากถ้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดอยุธยา

“ค้างคาวมันบินกลับถ้ำช้าลง ปรกติมันจะออกไปหากินและบินกลับถ้ำประมาณตีห้า แต่ช่วงนี้กว่าจะเข้าถ้ำก็ประมาณสิบเอ็ดโมง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกน้ำท่วมหมด ต้นไม้ยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก มันจึงต้องบินไปหาอาหารกินไกลขึ้น กว่าจะกลับถ้ำก็เกือบเที่ยง” ดร. สุภาภรณ์เริ่มต้นสนทนากับผม

อากาศแปรปรวน ส่งผลให้น้ำท่วมภาคกลางอย่างหนักในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีผลให้ค้างคาวต้องปรับตัวในการหากิน นี่คือข้อสังเกตของ ดร. สุภาภรณ์ ผู้กำลังสำรวจพบเชื้อโรคชนิดใหม่ในเมืองไทย คือ ไวรัสนิปาห์ในน้ำลายของค้างคาว

ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อโรคที่ถูกค้นพบใหม่ในโลก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ จากการระบาดอย่างรุนแรงในประเทศมาเลเซีย ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อเป็นโรคสมองอักเสบโดยมีหมูเป็นแหล่งเพาะโรคและติดต่อมาสู่คน ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียในเวลานั้นต้องฆ่าหมูเป็นจำนวนถึง ๑.๑ ล้านตัว เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

ปริศนาลึกลับคือ เหตุใดเจ้าเชื้อไวรัสนิปาห์ อยู่ดีๆ จึงเกิดระบาดขึ้นในประเทศมาเลเซีย และเหตุใดขณะนี้มันได้เดินทางมาถึงเมืองไทยแล้ว

“คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ค้างคาว และโลกร้อน” ดร. สุภาภรณ์เฉลย และขยายความต่อว่า

“ในมาเลเซียเริ่มมีคนตายอย่างลึกลับ โดยคนไข้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ทำงานในฟาร์มหมูหรือชำแหละหมู จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับหมูโดยตรง อาการของหมูคือไอจาม เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ หมูจะตายหลังจากติดเชื้ออยู่ประมาณ ๒-๓ เดือน แต่พอมาติดต่อกับคน เชื้อไวรัสชนิดนี้จะทำให้เป็นโรคสมองอักเสบ และในคนจะมีอัตราการตายค่อนข้างสูง คือหมูที่ติดโรคจะตายแค่ ๕ % แต่พอคนติดโรคจะตายถึง ๔๐ % พบผู้ป่วยเป็นโรค ๒๖๕ คน และเสียชีวิต ๑๐๕ คน ตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไวรัสนิปาห์มาจากไหน เขาก็เริ่มสืบเสาะ จับสัตว์ในละแวกนั้นมาสำรวจ ประกอบกับเขาสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสได้จากคนไข้ และนำมาตรวจพิสูจน์ได้ว่าเชื้อชนิดนี้อยู่กลุ่มเดียวกับไวรัสอีกชนิดหนึ่งที่เคยระบาดในออสเตรเลียเมื่อหลายปีก่อน คือระบาดในม้าโดยมีต้นตอมาจากค้างคาว เขาก็เลยตั้งสมมุติฐานว่าค้างคาวน่าจะเป็นพาหะนำโรค ต่อมานักวิทยาศาสตร์ตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันในค้างคาวบริเวณนั้นจริงๆ จึงเชื่อว่าค้างคาวน่าจะแพร่เชื้อไวรัสชนิดนี้มาสู่หมู เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของมาเลเซียถึงกับฆ่าหมูไปล้านกว่าตัวจากหมูที่เลี้ยงทั่วประเทศกว่า ๒ ล้านตัว”

คำถามคือไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากค้างคาวมาสู่หมูได้อย่างไร ดร. สุภาภรณ์ไขข้อข้องใจแก่เราว่า

“หลังจากตรวจพบเชื้อ นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามค้นหาว่ามีความเป็นไปได้ทางไหนบ้างที่ค้างคาวจะสัมผัสกับหมู หลังจากสืบเสาะจนแน่ชัดจึงพบว่าเกษตรกรที่นั่นมักทำสวนผลไม้ในฟาร์มหมูด้วย บางฟาร์มตั้งอยู่ชิดภูเขาเลยก็มี ซึ่งข้างบนจะมีถ้ำค้างคาวอยู่ และบางรายยังถางพื้นที่ป่ามาทำฟาร์มหมู เขาก็เลยเก็บตัวอย่างผลไม้ที่ค้างคาวกัดแทะและมีน้ำลายติดอยู่มาตรวจหาเชื้อในห้องแล็บ ปรากฏว่าพบเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้า และอีกแหล่งที่พบคือในฉี่ค้างคาว

“ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าหมูอาจติดเชื้อไวรัสนี้มาจาก หนึ่ง ค้างคาวไปกินผลไม้ในฟาร์มแล้วหล่นลงมาในรางข้าวหมู ขณะที่หมูใช้จมูกดุนอาหารในราง จึงเป็นโอกาสให้เชื้อเข้าไปทางจมูก โดยเฉพาะเป็นอวัยวะที่มีเนื้อเยื่ออ่อน โอกาสติดเชื้อก็ยิ่งง่าย อีกทางหนึ่งคืออาจติดจากฉี่ของค้างคาวที่ฉี่ใส่รางข้าวหมู”

นักวิทยาศาสตร์มาเลเซียยังสืบเสาะจนพบว่า ค้างคาวเหล่านี้อพยพหนีไฟป่ามาจากประเทศอินโดนีเซียที่เกิดขึ้นรุนแรงผิดปรกติในรอบหลายปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากปัญหาความแห้งแล้งจัด ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะโลกร้อน

“หลังจากนั้นองค์การอนามัยโลกจึงได้เริ่มสำรวจในวงกว้างมากขึ้น และพบไวรัสชนิดนี้ในค้างคาวที่ประเทศอื่นด้วย อาทิ ประเทศไทย กัมพูชา อินเดีย บังกลาเทศ แต่ยังไม่พบการติดต่อมาถึงหมูแล้วระบาดสู่คนเช่นที่มาเลเซีย แม้กระทั่งในอินโดนีเซีย ก็ไม่พบการระบาดของเชื้อชนิดนี้ในคน

“สองปีต่อมา คือในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ประเทศบังกลาเทศมีรายงานว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่ไม่ได้ติดจากหมูเพราะที่บังกลาเทศไม่ได้เลี้ยงหมู ในตอนแรกนักวิทยาศาสตร์วาดไดอะแกรมเป็นอย่างดีว่ามันระบาดจากค้างคาวมาสู่หมูแล้วจากหมูมาสู่คน อีกทั้งไม่คิดว่าจะมีการติดต่อระหว่างคนสู่คน แต่กรณีการระบาดที่บังกลาเทศ กลับสำรวจพบว่าน่าจะเป็นการติดต่อจากค้างคาวสู่คนโดยตรงและจากคนสู่คนด้วย เพราะมีประวัติของครอบครัวหนึ่ง สามีป่วยเป็นโรคก่อน จากนั้นอีก ๒ สัปดาห์ภรรยาก็ป่วยและเสียชีวิต ต่อมาลูกสาวก็ป่วยและเสียชีวิตด้วย นักวิทยาศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าไวรัสชนิดนี้อาจจะติดต่อจากค้างคาวสู่คนได้โดยตรง และอาจจะติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรงด้วย ขณะที่ในบังกลาเทศมีอัตราการตายสูงขึ้นประมาณ ๗๐-๗๕ % คือเป็น ๑๐ คน ตายเสีย ๗ คน”

ดร. สุภาภรณ์ใช้เวลาเก็บตัวอย่างเชื้อไวรัสนิปาห์ของค้างคาวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๗ โดยสำรวจค้างคาว ๑๒ ชนิดใน ๙ จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี อยุธยา กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ราชบุรี และสุราษฎร์ธานี เป็นจำนวน ๑,๓๐๔ ตัว โดยหาหลักฐานการติดเชื้อในค้างคาวจากตัวอย่างเลือด น้ำลาย และฉี่ค้างคาว จนพบว่า

“จากการถอดรหัสพันธุกรรมจากกลุ่มตัวอย่างน้ำลายของค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบ เราพบว่ามีความเหมือนกับสายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคระบาดในประเทศมาเลเซีย ขณะที่น้ำลายและฉี่ของค้างคาวแม่ไก่มีความเหมือนกับสายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคระบาดในบังกลาเทศ”

ดร. สุภาภรณ์กล่าวต่อว่า “สิ่งที่เราวิตกคือ คนไทยส่วนหนึ่งยังนิยมดื่มเลือดสดๆ ของค้างคาวแม่ไก่ ว่าเป็นยาบำรุงทางเพศ รวมไปถึงเนื้อและเครื่องในค้างคาวแบบสุกๆ ดิบๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์”

จนกระทั่งถึงวันนี้ แม้จะยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ป่วยจากโรคสมองอักเสบเพราะเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ถูกค้นพบในประเทศไทยแล้วทั้ง ๒ สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์มาเลเซียที่มีหมูเป็นแหล่งเพาะโรคก่อนแพร่สู่คน และสายพันธุ์บังกลาเทศที่สามารถติดต่อจากค้างคาวสู่คนได้โดยตรง

แต่เหตุใดโรคที่ระบาดในมาเลเซียจึงไม่ระบาดสู่ไทยทั้งที่มีพรมแดนติดกัน ต่อเรื่องนี้ ดร. สุภาภรณ์ชี้แจงว่า “จริงๆ แล้วกรมปศุสัตว์ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ได้ทำการสำรวจทุกปีตั้งแต่มีข่าวการระบาดของโรค แต่ยังไม่เคยพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ในหมูเลย นอกจากที่พบในค้างคาวกินผลไม้ และเป็นค้างคาวแม่ไก่ทั้งหมด ทั้งค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง ค้างคาวแม่ไก่เกาะ และค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน ตอนนี้ในเมืองไทยยังไม่มีรายงานว่าพบผู้ป่วยด้วยโรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ แต่อย่างไรก็ประมาทไม่ได้ เพราะการตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศยังไม่ทั่วถึง หรือเชื้อไวรัสอาจใช้ระยะเวลาฟักตัวนาน อาจนานถึง ๒ ปีหลังจากติดเชื้อจึงจะแสดงอาการของโรค เราจึงต้องเพิ่มการเฝ้าระวังโรคนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะไวรัสชนิดนี้ไม่มียารักษาให้หายขาดและไม่มีวัคซีนฉีดป้องกันได้”

เจ้าหน้าที่กำลังจับค้างคาวเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์
(ภาพ : คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒.

หลายวันต่อมา ผมมุ่งหน้ามาที่คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อมีข่าวการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเชื้ออหิวาตกโรคกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ดร. กำพล รุจิวิชชญ์ หัวหน้าโครงการศึกษายีนก่อโรคและรูปแบบดีเอ็นเอของเชื้ออหิวาตกโรค Vibrio cholerae O1, O139 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคในคน ได้อธิบายให้ฟังว่า

“ในอดีตการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรคส่วนใหญ่พบเฉพาะในฤดูร้อน สาเหตุอาจเกิดจากการกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ น้ำน้อยไม่สะอาดทำให้มีสิ่งเจือปนในน้ำเยอะ มีความเข้มข้นของสิ่งสกปรกสูง มีแมลงวันมาก ทำให้เราเข้าใจว่ามีปัจจัยที่จะเกิดโรคอหิวาต์ได้มาก จนมาในช่วงหลังมีรายงานการระบาดของโรคอหิวาต์ตลอดทั้งปี แสดงว่าต้องมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้นให้เกิดการระบาด

“เราจึงทำโครงการศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ และจะสิ้นสุดปี ๒๕๕๑ โดยเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง บางปะกง และท่าจีน มาตรวจเป็นเวลาปีกว่า เพื่อต้องการหาคำตอบว่า เหตุใดจึงพบการระบาดตลอดทั้งปี และจากการวิจัย เราพบแบคทีเรียเชื้ออหิวาตกโรคในแม่น้ำทุกสาย และพบทุกเดือน”

สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือ คณะนักวิจัยได้พบว่า แม้ว่าเชื้ออหิวาตกโรคที่พบในแม่น้ำจะไม่ใช่เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคได้ แต่จากการศึกษาพบว่า หากอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นเพียง ๐.๕ องศาเซลเซียสจากระดับน้ำปรกติ อาจจะมีผลทำให้เชื้อไวรัส CTXphage ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถเข้าไปอาศัยในแบคทีเรีย สามารถติดเข้าไปในเชื้ออหิวาตกโรค และกระตุ้นให้เชื้ออหิวาตกโรคสร้างสารพิษ จนทำให้กลายเป็นสายพันธุ์ที่ก่อโรคได้ นั่นหมายความว่า หากโลกร้อนขึ้น การระบาดของเชื้ออหิวาตกโรคอาจจะมีตลอดปีก็ได้

“ผู้ป่วยที่ติดเชื้ออหิวาตกโรค จะมีอาการได้ก็ต่อเมื่อมีเจ้าไวรัสชนิดนี้อยู่ในตัวแบคทีเรีย จึงจะสามารถก่อโรคได้ เราพบว่าในแม่น้ำภาคกลางเกือบทุกสายมีเชื้อ O1 หรือ O139 อยู่แล้ว ถามว่าปัจจัยอะไรที่จะกระตุ้นให้ไวรัส CTXphage เข้าไปติดเชื้อได้ จากการศึกษาเบื้องต้นเราพบว่าน่าจะเป็นเพราะอุณหภูมิของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ต้องมีการศึกษาละเอียดต่อไปเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้” ดร. กำพลกล่าว

เชื้อไวรัสนิปาห์และเชื้ออหิวาตกโรค ล้วนเป็นตัวอย่างของเชื้อโรคที่อุบัติขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก หรือภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า การที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น และที่ผ่านมาหลายพื้นที่ในเมืองไทยประสบปัญหาน้ำท่วมขัง ได้ทำให้พาหะของโรคหลายชนิดมีการเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะยุง

จากการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นหรืออากาศอบอุ่นขึ้น จะทำให้วงจรการวางไข่ของยุงหดสั้นลง จากที่เคยใช้เวลา ๗-๘ วัน อาจเหลือเพียง ๕ วัน เป็นผลให้ประชากรยุงเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และในพื้นที่ที่ไม่เคยมียุงมาก่อน เช่นบนยอดเขาที่มีอากาศเย็น ก็พบว่าเกิดการกระจายพันธุ์ของยุง บางพื้นที่ที่มีแต่เชื้อโรค แต่ไม่มีการระบาดเพราะไม่มียุงเป็นพาหะนำโรค ปัจจุบันก็อาจเกิดการระบาดขึ้นได้เมื่อมีการแพร่กระจายของยุง โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกและมาลาเรีย

“กรณีการระบาดใหญ่ของไข้เลือดออกเมื่อ ๓-๔ ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะยุงลายเพิ่มขึ้น เราจะต้องศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมยุงถึงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จะเพราะเหตุว่ามีน้ำขังซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงมากขึ้น หรือเพราะประชากรยุงเพิ่มจำนวนขึ้น หรือเชื้อไข้เลือดออกในยุงมีวิวัฒนาการเร็วขึ้น บ้านเราอาจจะไม่เห็นผลเท่าประเทศในยุโรป เพราะบ้านเขาเมื่อก่อนไม่เคยมียุง เขาจึงศึกษาวิจัยเรื่องนี้กันมาก จนพบว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นนั้นส่งผลให้ช่วงเวลาการวางไข่ ระยะฟักตัวของยุงสั้นลง ทำให้เชื้อต่างๆ เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก มีพัฒนาการเร็วขึ้น นอกจากนั้นการศึกษายังพบว่าระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นยังส่งผลให้ความหิวกระหายของยุงเพิ่มขึ้น ทำให้ยุงดูดเลือดมากขึ้น” ดร. กำพลให้ความเห็นเพิ่มเติม

จากรายงานของกรมควบคุมโรค ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ คนไทยป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ๔๕,๘๙๓ คน แต่ทุกวันนี้ในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานด้านสาธารณสุขแห่งใดสนใจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับการระบาดของโรคไข้เลือดออก

เช่นเดียวกับโรคฉี่หนูที่ในรอบ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง มีผู้ป่วยด้วยโรคชนิดนี้เพิ่มขึ้นถึง ๑๐ เท่า เป็นจำนวนหลายพันคน แต่สาเหตุว่าเกิดจากอะไรนั้น นพ. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ บอกกับเราว่า ยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริงว่าจะสัมพันธ์กับภาวะน้ำท่วมอันเกี่ยวเนื่องจากโลกร้อนมากน้อยเพียงใด

“โรคฉี่หนูมาจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่ในไตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม วิธีติดจะคล้ายๆ กันคือ สัตว์ที่ป่วยจะฉี่ออกมา เชื้อก็จะลงไปที่พื้น และเมื่อผิวหนังไปสัมผัสเข้าก็จะติดเชื้อ ซึ่งหมายความว่าเท้าของสัตว์จะต้องจมน้ำ และน้ำนั้นต้องมีคุณสมบัติพอที่เชื้อจะฟักตัวอยู่ได้โดยไม่ตาย แล้วสามารถว่ายผ่านเข้าไปทางผิวหนัง โดยสัตว์ที่ติดเชื้อก็จะต้องมีแผลด้วย ฉะนั้นโอกาสติดจึงมีไม่มาก แต่จะไม่จำเพาะ สามารถติดจากสัตว์ชนิดใดไปสู่ชนิดใดก็ได้ ที่เรียกว่าโรคฉี่หนูเพราะสันนิษฐานว่ามันมาจากหนู อาการคือจะเป็นไข้ปวดศีรษะราว ๑ สัปดาห์ จากนั้นจะมีอาการตับอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ช่วงที่ระบาดส่วนใหญ่เป็นฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมขัง

“อันที่จริงโรคฉี่หนูพบมาหลายสิบปีแล้ว จนมาเมื่อประมาณปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ พบผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มขึ้นถึง ๑๐ เท่า คือเป็นพันรายหรือหลายพัน จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดสังเกต เป็นอยู่อย่างนั้นหลายปีโดยไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง แม้จะยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าจะสัมพันธ์กับภาวะน้ำท่วมที่เกิดจากโลกร้อนมากน้อยเพียงใด แต่ที่เห็นชัดเจนคือเวลาเกิดน้ำท่วมจะเกิดโรคต่างๆ ขึ้นมากมาย อันได้แก่ ท้องเสีย อหิวาตกโรค ไข้เลือดออก มาลาเรีย และโดยเฉพาะโรคฉี่หนูจะโดดเด่นขึ้นมา”

ฤาจะไม่มีข้าวหอมมะลิที่ทุ่งกุลาร้องไห้

น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟป่า
ภาวะโลกร้อนทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดอุทกภัย ความแห้งแล้ง และไฟป่าในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ชาวไร่ชาวนาจำนวนมากประสบปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำ หลายคนต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมือง
ความแห้งแล้งในช่วงฤดูร้อนทำให้
คลองชลประทานหลายแห่งแห้งขอด
(ภาพ : สกล เกษมพันธุ์)
ไฟป่าที่เกิดในประเทศไทยมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี
โดยเฉพาะปีนี้ไฟป่าทางภาคเหนือได้ทำให้เกิดมลพิษ
ทางอากาศปกคลุมเมืองเชียงใหม่มากเป็นพิเศษ
(ภาพ : สกล เกษมพันธุ์)
เกิดน้ำท่วมใหญ่บริเวณภาคกลางของไทย
เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน
(ภาพ : จำนงค์ ศรีนวล)

ใครๆ ก็รู้จักข้าวหอมมะลิ หรือข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ ข้าวไทยที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุด และยังมีราคาแพงกว่าข้าวพันธุ์อื่น จนกลายเป็นข้าวส่งออกที่โด่งดังไปทั่วโลก

ทุ่งกุลาร้องไห้ในภาคอีสานถือว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ให้คุณภาพดีที่สุดของประเทศ และเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ปลูกข้าว ๑,๒๗๖,๐๐๐ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ

ข้าวหอมมะลิและทุ่งกุลาร้องไห้มีความสัมพันธ์กันมาเนิ่นนาน แต่ชาวอีสานจะรู้หรือไม่ว่า ภาวะโลกร้อนได้เดินทางมาถึงทุ่งกุลาแล้ว

“บ้านผมตอนนี้มีสภาพเหมือนครึ่งน้ำครึ่งบกเลย เวลาแล้งก็แล้งมาก ข้าวตายหมด เวลาน้ำหลากก็ไม่มีกล้าจะไว้ดำนา หรือดำนาแล้วน้ำก็ท่วมขังจนกล้าตายหมด บางปีผมเคยทำนาหว่าน พอน้ำมาผมถึงไปถอนกล้า แต่ก็ไม่ทัน ต้นกล้าถูกน้ำท่วมตายหมด ปีนั้นผมขายข้าวได้ไม่กี่กระสอบ” ผู้ใหญ่แผง มูลสีสุข ชาวนาแห่งหมู่บ้านโนนเมือง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม บอกเล่าให้ฟังถึงความวิปริตของอากาศในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา

“ปีที่แล้วแล้งตั้งแต่ต้นฤดูเลย มาได้น้ำตอนพายุช้างสารเข้าเมืองไทย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะก่อนหน้านั้นข้าวเหี่ยวเฉาหมดแล้ว จะมีเหลือพอให้เก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เกรียงไกร เพชรแสนคำ ลูกบ้านอีกคนเล่าให้ฟัง ทั้งยังให้ความเห็นต่อว่า “สมัยก่อนในรอบ ๓-๔ ปีจะมีแล้งสักปี แต่ช่วงหลังดูจะแล้งหนักและน้ำท่วมมากขึ้น”

ข้อสันนิษฐานของชาวบ้านดูจะสอดคล้องกับการวิจัยของ ดร. วิเชียร เกิดสุข แห่งสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ทำการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีต่อวิถีชีวิตชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้

“เราวิเคราะห์สถิติของสถานีตรวจสอบอากาศพบว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ปริมาณน้ำฝนของทุกสถานีมีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา บางพื้นที่ไม่มีฝนเลย ทั้งๆ ที่ในอดีตฝนจะตกล่วงมาถึงช่วงเกี่ยวข้าว บางปีระหว่างที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าว ฝนยังถล่มลงมาด้วย”

ขณะที่ผู้ใหญ่แผงให้ข้อมูลจากบันทึกของตนว่า “เมื่อปี ๒๕๔๗ ฝนตกเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ ตกเพียงครั้งเดียว พอปี ๒๕๔๘ ตกเดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำ เมื่อปีที่แล้ว ตกเดือน ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ และพอย่างเข้าหน้าฝน ระยะการตกก็สั้นลงไปอีก เริ่มตกเดือน ๖ แล้วก็เซาไป ถ้าบ่มีพายุเข้าฝนก็บ่ตกเลย ถ้ามีพายุฝนถึงตก เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว”

นอกจากปริมาณน้ำฝนที่ลดลงแล้ว ขณะเดียวกันความเสี่ยงของการเกิดน้ำท่วมก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย จากการศึกษาด้วยข้อมูลดาวเทียมในช่วงปี ๒๕๔๕-๒๕๔๗ ดร. วิเชียรพบว่าพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมในทุ่งกุลาเพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในรัศมีห่างจากลำน้ำประมาณ ๑ กิโลเมตร

“ในส่วนของน้ำท่วม เราพบว่าความยาวนานของการเกิดน้ำท่วมในทุ่งกุลามีค่าเฉลี่ยประมาณ ๑ เดือน เมื่อเทียบกับในอดีต น้ำท่วมในทุ่งกุลาเพียงไม่เกิน ๑ สัปดาห์ก็สามารถระบายออกได้หมด แต่ช่วงหลังเกิดน้ำขังยาวนานมาก”

ดร. วิเชียรบอกเราว่า ร้อยละ ๕๖ ของเกษตรกรในทุ่งกุลาร้องไห้ ประสบทั้งภัยน้ำท่วมและฝนแล้ง เมื่อเทียบกับภัยพิบัติในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภัยแล้งมากกว่าน้ำท่วม และความแปรปรวนของภูมิอากาศนี้เองทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายเฉลี่ยร้อยละ ๔๕ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่มีสภาพภูมิอากาศปรกติ

“ชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่ทำนาประมาณครอบครัวละ ๓๓ ไร่ ในปีที่สภาพอากาศปรกติ จะได้ผลผลิตข้าวเปลือกประมาณ ๙ ตัน ซึ่งถ้าดูผลผลิตต่อพื้นที่เฉลี่ยจะได้ประมาณ ๒๘๐ กิโลกรัมต่อไร่ เกษตรกรมีรายได้จากการขายข้าวประมาณปีละ ๗ หมื่นกว่าบาท แต่ในปีที่มีสภาพอากาศแปรปรวน เราพบว่าผลผลิตข้าวลดลงมาเหลือประมาณ ๕ ตันต่อครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ยเหลือประมาณ ๑๖๗ กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นรายได้จากการขายข้าวจะเหลือประมาณ ๔ หมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง แสดงให้เห็นว่าเมื่อสภาพภูมิอากาศแปรปรวนจะทำให้ผลผลิตข้าวโดยเฉลี่ยลดลง เกษตรกรจะสูญเสียรายได้ไป ๓ หมื่นกว่าบาทต่อครัวเรือน หรือเกือบครึ่ง”

รายได้หลักของชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้มาจากการปลูกข้าวหอมมะลิ ซึ่งต่างจากคนอีสานในพื้นที่อื่น ที่แม้จะทำนาเหมือนกัน แต่ก็ยังมีรายได้หลักจากการทำงานรับจ้าง

ผู้ใหญ่แผงเล่าว่า “สมัยก่อนคนแถวนี้ไม่ค่อยออกไปรับจ้างในเมือง แต่เดี๋ยวนี้พอทำนาไม่ได้ผลก็ต้องออกไปรับจ้างหางานทำข้างนอก ที่นาก็ยกให้คนอื่นทำแล้วแบ่งข้าวกัน เดี๋ยวนี้ผู้สาวออกลูกแล้วให้คนแก่เลี้ยง ไปทำงานกรุงเทพฯ กันหมด”

ในปีที่ภูมิอากาศแปรปรวนมากจึงทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน หรือการอพยพของชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ เพราะรายได้ของครัวเรือนสูญเสียไปจากผลผลิตที่ตกต่ำ ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ในวัยทำงานต้องออกไปทำงานใช้แรงงานในโรงงาน ร้านอาหาร หรือขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ดังนั้นผลกระทบที่ตามก็คือ สายสัมพันธ์อันอบอุ่นของครอบครัวชาวนาได้ขาดสะบั้นลง

“ถ้าเราเข้าไปในพื้นที่ทุ่งกุลา เราอาจแปลกใจว่าทำไมที่ทุ่งกุลามีแต่เด็กกับคนแก่ คนหนุ่มสาวออกไปทำงานข้างนอกกันหมด จะกลับมาเยี่ยมบ้านก็ช่วงเกี่ยวข้าวซึ่งปีหนึ่งๆ ไม่ถึง ๔ เดือน แต่หลายคนก็ไม่กลับมาเลย จากภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดปัญหาสังคม กิจกรรมที่เคยทำร่วมกันในชุมชนก็หายไป งานบุญประเพณีลดลง ความสัมพันธ์ในครัวเรือนหายไป หลายครอบครัวมีปัญหาจนต้องหย่าร้าง และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น” ดร. วิเชียรตั้งข้อสังเกต

เช่นเดียวกับที่คุณศุภกร ชินวรรโณ ที่ปรึกษาศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า “จากที่ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลบ่อยขึ้นๆ ชาวนาทุ่งกุลาจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำมาหากิน จากเดิมเคยทำนาดำมาเป็นนาหว่าน ต่อมาก็เกิดกองทัพรถรับจ้างไถ รถรับจ้างหว่าน พวกนี้บุกขึ้นมาจากสุพรรณบุรี เคลื่อนตัวมาตามร่องฝน ขยับขึ้นมาตามพื้นที่ที่อยู่ในฤดูทำนา คราวนี้พอใครๆ ในหมู่บ้านต่างใช้รถไถกันหมด คนที่ยังไม่ใช้ก็ต้องใช้ด้วย เดี๋ยวนี้จึงกลายเป็นว่าชาวนาทุ่งกุลามีหน้าที่เฝ้านาเท่านั้น ไถเสร็จรถหว่านก็หว่าน หว่านเสร็จก็รอฝน ถ้าปีนั้นไม่เกิดความแปรปรวนอะไรระหว่างฤดูกาลเพาะปลูก ปลายปีก็จ้างรถเกี่ยวข้าว เกี่ยวเสร็จก็ขาย ถ้าเป็นเมื่อก่อน หลังเกี่ยวข้าวแล้วชาวนาจะเข้ามาหางานทำในเมือง พอหน้านาก็กลับไปทำนาต่อ แต่เดี๋ยวนี้คนที่ออกไปรับจ้างในเมืองยิ่งไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกลับมาในฤดูทำนาอีกเลย”

ความแปรปรวนของอากาศที่ทุ่งกุลาร้องไห้จึงอาจส่งผลต่อ “การหายไปของชาวนา” ดังที่ ดร. วิเชียรสรุปให้ฟัง

“ถ้าสภาพภูมิอากาศแปรปรวนต่อเนื่องกันนานๆ มีโอกาสที่ชาวนาจะเลิกเป็นชาวนา ดีไม่ดีอาจจะต้องขายที่นาให้นายทุนในท้องที่ ผมเคยคำนวณดูเล่นๆ พบว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเพียงปีเดียว แต่ชาวนาจะต้องใช้เวลาถึง ๗ ปีเพื่อหาเงินชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป แล้วการกู้หนี้ยืมสินก็จะติดตามมา ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้จะกลายเป็นเรื่องปรกติ ซึ่งมันเชื่อมโยงมาถึงเรื่องของการเมืองด้วย เพราะเวลาเลือกตั้ง หากหัวคะแนนที่เป็นเจ้าหนี้ต้องการให้เลือกนักการเมืองเบอร์ไหนก็สามารถชี้นำได้เพราะว่ามีหนี้บุญคุณกันอยู่”

ภาวะโลกร้อนจึงส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างไม่ตั้งใจ...

ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ส่งสัญญาณเตือนภัยให้เรารู้ว่า ภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบถึงเกษตรกรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ต่างจากชาวสวนผลไม้หลายแห่งในภาคตะวันออกและภาคอีสานที่กำลังหวั่นใจว่า ปีนี้ฝนชะช่อมะม่วง หรือฝนที่ตกประปรายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมซึ่งเป็นระยะที่มะม่วงออกช่อพอดี จะแล้งจัด ส่งผลให้ไม้ผลหลายชนิด อาทิ เงาะ มังคุด มะม่วง ทุเรียน ฯลฯ ไม่ติดดอกออกผล และอาจทำให้ฤดูร้อนปีนี้ ผลไม้หลายชนิดมีราคาแพงขึ้น

นอกจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ผลสืบเนื่องสำคัญอีกประการจากภาวะโลกร้อนก็คือ ทำให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชเพิ่มขึ้น อาทิ ตั๊กแตน ปูนา เนื่องจากวงจรการฟักตัวมีระยะสั้นลง ชาวนาต้องใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวม ทำให้อาหารตามธรรมชาติ เช่น ปลา กบ เขียด ในที่นาลดน้อยลง และในช่วงที่มีน้ำท่วมขังนาน ยังจะทำให้โรคฉี่หนูระบาดมากขึ้น

คุณศุภกรชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนยังก่อให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดและการขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช เนื่องจากฤดูร้อนยาวนานขึ้น ฤดูหนาวหดสั้นลง “ผมเคยคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในจังหวัดนครพนม เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้พอเข้ากุมภาพันธ์อากาศไม่หนาวแล้ว ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นเดือนที่ช่อมะม่วงออกดอก พอถึงเดือนมีนาคม แมลงวันทองจะเริ่มแพร่พันธุ์เข้ามาในสวน ซึ่งเดิมยังสามารถใช้ยาฆ่าแมลงกำจัดได้ แต่ปรากฏว่าตอนนี้แมลงวันทองระบาดเข้ามาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมระหว่างที่มะม่วงยังไม่ติดผล ตอนนี้ก็เลยเป็นปัญหาว่า ถ้าฉีดยาฆ่าแมลงวันทองจะกลายเป็นฆ่าแมลงตัวอื่นไปด้วย และมะม่วงก็ยิ่งไม่ติดผลเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าปล่อยเอาไว้อย่างนี้ พอมะม่วงออกผลมามันจะมีหนอนแมลงวันอยู่ข้างใน ซึ่งก็เก็บขายไม่ได้อีก ทุกวันนี้จึงยังเป็นปัญหาที่เกษตรกรไทยแก้ไม่ตก”

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนที่บอกเราว่า ชาวสวนก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนไม่แพ้กัน

คุณศุภกรให้ความเห็นต่อถึงการเตรียมการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนว่า “เราควรจะต้องมุ่งไปที่เรื่องของการพยากรณ์ภูมิอากาศระยะกลางประมาณ ๖ เดือนขึ้นไป คือถ้าต้นปีเราสามารถบอกได้ว่าฤดูฝนปีนี้จะเป็นอย่างไร ฝนจะมาล่าหรือมาเร็ว ฝนจะทิ้งช่วงไหม ฝนจะมามากหรือน้อยกว่าปรกติ เกษตรกรก็จะสามารถกำหนดการปลูกพืชได้เหมาะสม หรืออย่างน้อยก็ไม่ส่งผลกระทบรุนแรงมากนัก รวมถึงว่าในระยะยาวถ้าแมลงศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นจะทำอย่างไร

“นอกจากนี้ยังควรมีการพยากรณ์อากาศในแต่ละปี ว่าจะร้อนขึ้นหรือฝนตกมากขึ้นในภาคไหน เพื่อเราจะตั้งรับได้ทัน อย่างเช่นภาคเหนือ ปีนี้หน้าหนาวมันหายไปครึ่งหนึ่ง ฤดูกาลท่องเที่ยวก็ลดลง แล้วจะทำอย่างไร หรือภาคใต้ ถ้าเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีอย่างเช่นที่หมู่เกาะสุรินทร์ แล้วจะยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกหรือเปล่า เช่นเดียวกัน การสาธารณสุขจะต้องรับมืออย่างไร ถ้าน้ำท่วมจะเกิดโรคระบาดอะไร”

ไม่น่าแปลกใจว่าในต่างประเทศเริ่มมีการเตรียมการรับมือกับปัญหาโลกร้อนกันแล้ว ดังที่คุณศุภกรเล่าว่า “บริษัทประกันภัยบางแห่งในยุโรปจะคิดเบี้ยประกันโดยคำนึงถึงความเสี่ยงของภาวะโลกร้อนเข้ามาด้วย ในออสเตรเลียเห็นได้ชัดว่าการก่อสร้างถนนหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่จะต้องใช้ไปอีกหลายสิบปีข้างหน้านั้น เขาจะมองเรื่องการใช้วัสดุที่ทนต่อระดับอุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือผิวถนนต้องให้ทนความชื้นจากน้ำมากกว่าเดิม แต่สำหรับในประเทศไทย เรื่องของการรับมือปัญหาโลกร้อนนั้นเป็นแค่ไอเดียเท่านั้นเอง ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน”

“ปัจจุบันนี้อุณหภูมิทั้งประเทศในแต่ละเดือนจะสูงขึ้นกว่าของเดือนเดียวกันในอดีต แต่ก็ยังถือว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเวียดนามหรืออินโดนีเซีย แต่ที่น่ากลัวคือผลที่จะมาแบบเซอร์ไพรส์ เพราะบ้านเราไม่ค่อยเกิดภัยพิบัติมากนัก อย่างเมื่อเร็วๆ นี้มีคลื่นใหญ่ซัดเข้าชายฝั่ง แม้จะสูงแค่ไม่กี่เมตร แต่เพราะเราไม่มีการเตรียมพร้อม สิ่งปลูกสร้างก็ไม่พร้อม พอมีคลื่นสูงนิดหน่อยก็เป็นเรื่องใหญ่โตแล้ว ในบางประเทศเจอเยอะกว่าเราแต่เขาเตรียมตัวพร้อมกว่าจึงเสียหายน้อยกว่า” ดร. อานนท์กล่าวเสริม

ในระหว่างที่ภาวะโลกร้อนกำลังเดินทางมาหาเรา เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากกรณีศึกษาในทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ยังไม่มีหน่วยงานใดทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับการเปลี่ยนแปลงพืชผลทางการเกษตรอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับที่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องการระบาดของโรค แมลง และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืช ไปจนถึงการเตรียมรับมือกับปัญหาระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

...ตราบใดที่ปัญหาภาวะโลกร้อน ยังเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากตัวเอง

พายุหมุนเกิดบ่อยและถี่ขึ้น
ภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดพายุหมุนบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น โดยปรกติในทะเลจีนใต้จะมีพายุหมุนทั้งพายุโซนร้อนและไต้ฝุ่นเฉลี่ยปีละ ๑๐ ลูก แต่ปีที่ผ่านมาได้เกิดพายุถึงเกือบ ๒๐ ลูก
พายุไต้ฝุ่นทุเรียน มีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของทะเลจีนใต้
ห่างจากชายฝั่งประเทศเวียดนามไปทางตะวันออกประมาณ ๕๐๐ กิโลเมตร
มีความเร็วลมสูงสุดประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง
พายุลูกนี้ทำความเสียหายให้แก่ประเทศฟิลิปปินส์อย่างมาก
และได้เคลื่อนตัวผ่านอ่าวไทยและขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดชุมพรในช่วง
วันที่ ๖-๗ ธันวาคม ๒๕๔๙ แต่ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน
(ภาพ : Joint Typhoon Warning Center, USA Navy)

บรรณานุกรม :
Hensen, Robert. THE ROUGH GUIDE TO Climate Change. London: Rough Guides, 2006.
Gore, Al. An Inconvenient Truth. Pennsylvania: Rodale, 2006.

เว็บไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน :
www.ipcc.ch
www.climatescience.gov
www.climatecrisis.net
www.onep.go.th
www.wri.org

ขอขอบคุณ :
คุณศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา
ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา คุณศุภกร ชินวรรโณ ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร. วิเชียร เกิดสุข สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ดร. สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร. กำพล รุจิวิชชญ์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นพ. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
  
Posted by : หมีพู
เวลา : 14:28
จำนวนผู้อ่าน : 8149 คน
Url เรื่องนี้คือ : http://edunews.eduzones.com/ez12/1563
print พิมพ์หน้านี้  favorite ชอบเรื่องนี้  comment อ่านความคิดเห็น (1)  respond แสดงความคิดเห็น
 

ความคิดเห็นที่ 1

วันที่ 04 ตุลาคม 2551 เวลา 11:32
โดย : อุกา
อีเมล์ : mathus957@yahoo.co.th
เว็บไซต์ : www.yahoo.co.th
IP 210.86.223.xxx

แย่มากเลยละเราจะทำอย่างไรดีอะน้ำท่วมโลกตายแน่เรา



 

หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
<ก่อนหน้า ถัดไป>
1

แสดงความคิดเห็น








ขนาดไม่เกิน 300KB

Verify Image
ถ้ารูปที่เห็นไม่ชัดเจนคลิกที่นี่
 
My Story
+ คิดอย่างไร !!? กับคลิปอื้อฉาวนี้
+ วันนี้ในอดีต: 14 ธันวาคม
+ รวมภาพน่ารักๆของมาริโอ้ รักแห่งสยาม
+ พระองค์หญิง ทรงอวยพรนักเตะ
+ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมธ.รับตรงป.ตรีถึง 13ธ.ค. สมัครทางเน็ทได้เลย
+ อาจารย์หมอนักอนุรักษ์
+ น้ำท่วม โรคระบาด และการหายไปของชาวนา บทเรียนเมื่อโลกร้อนมาเยือนไทย
+ “กษัตริย์เกษตร” เมื่อพระองค์ทรงเกี่ยวข้าว
+ วันนี้ในอดีต: 12 ธันวาคม
+ รวมภาพ Big D2B
+ Voice Mail บอกนิสัย
+ รองเท้าบอกอะไรคุณบ้าง
+ แนะนำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
+ “ ค่าย EG Camp # 4 ” สโมสรนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
+ เชิญน้องๆเข้าร่วมแข่งขันตอบปัญหาในงาน เศรษฐศาสตร์วิชาการ ครั้งที่ 23 ชิงถ้วนพระราชทาน
+ ร่วมงานเปิดตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเครื่องรางยมทูต 7 ธค. นี้
+ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะให้ทุนการศึกษาต่างประเทศ
+ ร.รแผนที่รับนักเรียนนายสิบแผนที่รับถึง 5 มี.ค 51
+ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
+ เปิดประตู TU HEALTH
+ การที่เราจะเลือกคณะอะไรบ้างนั้นมีหลักเกณฑ์ใหญ่ 2 ประการ
+ Bee Movie - Trailer 3
+ รักแห่งสยาม
+ วิญญาณ โลก คนตาย
+ Beowulf
+ Michael Clayton
+ BodySop19
+ The Game Plan
+ Jason Behr "Skinwalkers"
+ โอปปาติก เกิดอมตะ
 
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า
<ก่อนหน้า ถัดไป>
1 2

Education Search ค้นหาข้อมูลด้านการศึกษาจากทั่วโลก
eduzones logo
นำบทความเราไปใส่ในเว็บคุณ java feed text link

คำค้นหายอดนิยม : เกมส์ , ฟังเพลง , สงกรานต์ , ภาวะโลกร้อน , ปักกิ่ง 2008 โอลิมปิก , olympic , สอบตรง , รับตรง , วันแม่ , มหาวิทยาลัย , ศึกษาต่อ , แนะแนว , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ
โซนยอดนิยม : ข่าว , เส้นทาง , ความรู้ , ชุมชน , ทุนการศึกษา , นานาชาติ , โครงการ
โปรแกรมยอดนิยม : ค้นหาตัวเอง , อาชีพไหนที่ใช่เรา , ค้นหามหาวิทยาลัย , ทำข้อสอบออนไลน์ , ดาวน์โหลดข้อสอบ , ประเมินโอกาส Admission ติด
ข่าวการศึกษา : ข่าว Admission , ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย , ศึกษาต่อต่างประเทศ
เส้นทาง : ปรึกษาคณาจารย์ , สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัย , เรียนต่อ
ความรู้ : บทความ
ชุมชน : พี่แนะนำน้อง , แนะแนว
โครงการ : Eduzones Expo 2008 , โค้งสุดท้าย Admissions
บริการ : SMS ข่าวการศึกษาฟรี , ทุนการศึกการ , นิตยสารการศึกษา , ฟังวิทยุออนไลน์ , สินค้าการศึกษา , wallpaper , wallpaper น่ารัก
ติดต่อ : เกี่ยวกับ Eduzones , ติดต่อ Eduzones
พันธมิตร : Kapook.com , Narak.com , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ภาพเคลื่อนไหว , เกมส์.com , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เว็บไซต์แนะนำ อื่นๆ

Copyright @2007 Eduzones All rights reserved.
The Most Popular Education Site in Thailand
The Best Education/Community Service Site : The Nation Thailand Web Award 2000
The Most Visited Educational Site : Truehit.net Web Award 2004 , 2005